15 กันยายน 2551

เป้าหมาย: ยึดทำเนียบ, บีบให้รัฐบาลปราบ, สร้างสถานการณ์ให้รัฐประหาร






ผมคิดว่า พธม. พยายามสร้างสถานการณ์ ทำให้ "บางกลุ่มนอกรัฐธรรมนูญ" ทั้ง ส่วนที่ "มีเครื่องแบบ" และ "ไม่มีเครื่องแบบ" คงพอคิดออกว่า ผมหมายถึง 2 กลุ่มไหน) รู้สึกว่า "ปล่อยไปไม่ได้" และหาทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางใดทางหนึ่ง เช่น ตั้ง "รัฐบาลรักษาการณ์ชั่วคราว" ฯลฯ


ผมพยายามเข้าไปโพสต์ที่บอร์ดฟ้าเดียวกัน แต่เข้าไม่ได้มาสักระยะหนึ่ง ใครเข้าได้ กรุณานำไปโพสต์ต่อ ขอบคุณล่วงหน้า

เมื่อเช้า คนทำงานฟ้าเดียวกันบางคนโทรมาคุยแลกเปลี่ยนกับผม เขาแสดงว่าความเห็นว่า การเข้ายึด NBT แสดงให้เห็นว่า พธม."แพ้แล้ว" คือ "หมดมุข" ต้องใช้มาตรการที่อับจบหนทางขนาดนั้น

ผมเห็นด้วยในแง่ที่วา พธม.นั้น desparate ต้องพยายามผลักให้มีการยึดอำนาจให้ได้ แต่ผมเสนอเขาว่า ผมเชื่อว่า พธม.มี "เป้า" มากกว่า NBT

ผมเสนอว่า ผมคิดว่า พธม.คงจะเข้ายึดทำเนียบ คือเข้าไปในบริเวณทำเนียบเลย (คราวก่อนเพียงแค่"ล้อม")และเมื่อถึงตอนนั้น รัฐบาล จะยัง "นิ่ง" อยู่ได้หรือไม่ ผมไม่แน่ใจ

ถ้ารัฐบาลพยายาม "ยึดคืน" โอกาส ปะทะ, เลือดตกยางออก เป็นไปได้สูง ขณะเขียนอยู่นี้ พธม.กำลังเคลื่อนตัวเข้าทำเนียบจริงๆ(หมายเหตุ พันธมิตรบุกเข้าไปในทำเนียบได้ในเวลา14.15น.-ไทยอีนิวส์)

......

ผมคิดว่า "ยุทธศาสตร์" วันนี้ของ พธม. คือ สร้างสถานการณ์ให้ "เกิดเรื่อง" ให้ได้ ในรูปใดรูปหนึ่ง เช่น ปะทะ กับ จนท.

กรณียึด NBT เมื่อเช้า โดยมีปืน และอาวุธเข้าไปด้วย (ผมเชื่อ ผู้เห็นเหตุการณ์ที่เป็นนักข่าวหลายคนที่ยืนยันว่า มีการพกอาวุธเข้าไปจริงๆ เรื่องที่ พธม.มาแก้เกี้ยวว่า ตร.สร้างเรื่องนั้นผมว่าไม่น่าเชื่อ)เป็นตัวอย่างหนึ่ง คือ แสดงว่า พวกเขา "พร้อม" จะให้ "เกิดเรื่อง"

แต่ลำพัง NBT และ กระทรวง ต่างๆ ยังไม่สามารถทำให้เกิดเรื่องได้ ถ้าฝ่าย จนท.ไม่หลงกล แต่กรณีทำเนียบนี่ อาจจะอีกเรื่องหนึ่ง

ถ้าเกิดเรื่องแล้ว จะยังไง?
ผมคิดว่า พธม. พยายามสร้างสถานการณ์ ทำให้ "บางกลุ่มนอกรัฐธรรมนูญ" ทั้ง ส่วนที่ "มีเครื่องแบบ" และ "ไม่มีเครื่องแบบ" คงพอคิดออกว่า ผมหมายถึง 2 กลุ่มไหน) รู้สึกว่า "ปล่อยไปไม่ได้" และหาทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางใดทางหนึ่ง เช่น ตั้ง "รัฐบาลรักษาการณ์ชั่วคราว" ฯลฯ
.............

นายกฯกร้าวจะให้ตำรวจดำเนินการถึงที่สุดพร้อมตั้ง'โกวิท วัฒนะ'มีอำนาจสั่งการ ยันจะให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ต่อมาในช่วงเวลา15.20 น.นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงว่า ได้แต่งตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้มีอำนาจสั่งการให้สถานการณ์การชุมนุมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยสามารถสั่งการตำรวจทั้งหมดและหน่วยงานมหาดไทยที่รับผิดชอบสามารถดำเนินการทุกอย่างให้สถานการณ์กลับสู่ปกติ ซึ่งในการชุมนุมหากใครฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่
ตำรวจจะปฎิบัติหน้าที่ให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการอีกหลายขั้นตอนที่จะใช้เครื่องมือยุติการชุมนุม แต่ขณะนี้ยังไม่อยากทำให้บรรยากาศเลวร้ายลงไป อย่างไรก็ตามยังขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยและความสงบสุขของบ้านเมือง

'สนธิ' ยึดทำเนียบฯประกาศชัยชนะ ลั่น 'ใครจะปราบก็ให้รู้ไป'

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เวลา 15.20 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลโดยได้ประกาศว่า วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ประชาชนได้เข้ามายังบริเวณตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลและจะไม่ยอมเคลื่อนย้ายออกจากทำเนียบรัฐบาลหากไม่ได้รับชัยชนะ รัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาล รวมทั้งในวันนี้ประชาชนจะหลั่งไหลเข้ามารวมกันเป็นกำแพง ใครจะปราบก็ให้รู้ไป

อย่างไรก็ดีกลุ่มพันธมิตรฯได้ให้คำมั่นสัญญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยจะไม่ทำลายสิ่งของและเข้าไปในบริเวณสถานที่ราชการ

โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา บอร์ดประชาไท
26 สิงหาคม 2551

NBTล็อกสัญญาณ ทำให้ม็อบโจรนำสัญญาณASTVเสียบไม่สำเร็จ




สนธิลิ้มสมหวังได้ยึดช่อง11เสียทีหลังจากฝันมานานแล้ว
นายอมร อมรรัตนานนท์ พิธีกรเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในฐานะผู้ควบคุมมวลชนเดินทางไปชุมนุมที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เมื่อเช้าที่ผ่านมาได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า การดำเนินการต่อจากนี้ทางฝ่ายเทกนิคพยายามเชื่อมสัญญาณของเอเอสทีวีให้เข้ากับสถานีโทรทัศน์และวิทยบุเอ็นบีทีให้เร็วที่สุด โดยอ้างว่าได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์บางคนที่มีจิตใจรักชาติด้วย ในระหว่างนียืนยันว่าจะมีการชุมนุมต่อเนื่องจนกว่ารัฐบาลสมัครจะออกไป ส่วนเอ็นบีทีหลังจากมีรัฐบาลใหม่แล้วจะให้รัฐบาลใหม่บริหารต่อไป เฉพาะหน้าวันนี้พันธมิตรฯ จะชุมนุมอยู่ทั้งคืน และขอเชิญชวนพี่น้องให้มาร่วมทัศนาจรสถานีเอ็นบีทีและมาร่วมชุมนุมเพิ่มขึ้น


สปน.ชี้เอเอสทีวีเกี่ยวสัญญาณ"เอ็นบีที"ไม่ได้ กันไว้แล้ว

ขณะเดียวกันที่กองบัญชาการกองทัพไทย นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวภายหลังรายงานกรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ต่อนายจุลยุทธ หิรัณยวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ตนไม่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพยายามเข้าไปดูสถานการณ์ แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ ซึ่งได้รายงานสถานการณ์ให้นายจุลยุทธทราบ เพื่อนำรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ทั้งนี้ นายจุลยุทธ ได้กำชับให้ดูแลเจ้าหน้าที่ของเอ็นบีทีให้ปลอดภัย

"ขณะนี้ชัดเจนแล้วว่าสถานีถูกยึด และการออกอากาศถูกยุติ จอมืด อย่างไรก็ตาม ได้โทรศัพท์สอบถามสถานการณ์จากรักษาการผบ.เอ็นบีที ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ แม้การออกอากาศในส่วนกลางจะมีปัญหา แต่จะพยายามออกอากาศให้ได้เร็วที่สุด แต่ในส่วนของต่างจังหวัด ที่มีศูนย์อยู่ 8 เขต ยังสามารถอกอากาศได้เพราะเป็นรายการของท้องถิ่น" นายเผชิญ กล่าว

นายเผชิญ กล่าวต่อว่า การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่บุกยึด ที่มีการทำลายทรัพย์สินรางกราชการ และทำร้ายเจ้าหน้าที่เอ็นบีทีนั้น คิดว่าบุคลากรเอ็นบีทีจะไปแจ้งความกับตำรวจ และเชื่อว่าตำรวจที่เข้าไปดูแลสถานการณ์ตั้งแต่ต้นคงได้เห็นภาพประจักษ์แก่สายตาแล้วว่า เกิดอะไรขึ้น และคงดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้านนายจุลยุทธ กล่าวว่า ขณะนี้เอเอสทีวียังไม่สามารถเกี่ยวสัญญาณของกรมประชาสัมพันธ์ได้ เพียงแต่ยึดสถานีเอาไว้ ด้านการออกอากาศยังไม่สามารถทำงานได้

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้เอเอสทีวีเกี่ยวสัญญาณและประกาศชัยชนะหรือไม่ นายจุลยุทธ กล่าวว่า เรื่องนี้เราทราบล่วงหน้ามาแล้ว และได้วางแผนรับสถานการณ์ไว้หมดแล้ว เราทราบว่าจะมีการบุกยึด จึงมีการวางแผนและสั่งการไว้หมดแล้ว

NBTสัญจรออกอากาศตามศูนย์ต่างๆกว่า6ศูนย์
ขณะที่ช่องNBTนั้นมีความพยายามถ่ายทอดสดจากจุดต่างๆ ทั้งรถโมบาย ศูนย์ข่าวต่างจังหวัด หรือศูนย์ข่าวที่ไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ก็มีจอมืดสลับเป็นระยะๆ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 สิงหาคม 2551

2สมาคมสื่อออกแถลงการณ์ประนามพันธมิตรคุกคามNBTอุกอาจป่าเถื่อน




นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า สมาคมฯกำลังประชุมเพื่อเตรียมออกแถลงการณ์กรณีมีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่บุกเข้าไปในNBTเป็นการกระทำที่อุกอาจป่าเถื่อน ทำให้เราไม่สบายใจ ไม่ต่างกับการปิดล้อมเนชั่น คมชัดลึกในสมัยก่อน ไม่ว่าฝ่ายใดกระทำการ ก็สมควรต้องถูกประนามทั้งนั้น

ดังนั้นจึงขอร้องผู้ชุมนุมไม่ให้ปิดกั้นการทำหน้าที่ และเคารพสิทธิการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วย และออกแถลงการณ์ และขอให้กำลังใจเพื่อนนักข่าวของเราทำหน้าที่ด้วยความอดทน ไม่ใส่สีตีไข่ รายงานข่าวตรงไปตรงมา และระมัดระวังตัวให้มากที่สุด ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมก็ต้องเคารพสิทธิด้วย

2สมาคมสื่อฯ เรียกร้องพธม.ยุติการขัดขวาการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน

แถลงการณ์ร่วมเรื่อง การคุกคามเสรีภาพและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน

จากกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อ้างตัวว่า เป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้บุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBTเมื่อช่วงเช้ามืดของวันอังคารที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมาโดยขอให้พนักงานของของสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวยุติการทำหน้าที่และได้ตัดสัญญาณการออกอากาศเพื่อปิดกั้นไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชน โดยให้เหตุผลว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลนั้น

จากพฤติกรรมของกลุ่มดังกล่าวว่า ไม่ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม ถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรงและอุกอาจที่สุดครั้งหนึ่งเพราะมีการคุกคาม ข่มขู่และขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

ดังนั้นองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงขอประณามการกระทำดังกล่าวและถือว่าเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนที่ไม่อาจยอมรับได้

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้บุกเข้าไปภายในสถานีโทรทัศน์ NBT ซึ่งกลุ่มที่ผู้ชุมนุมกล่าวหาว่าสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือของรัฐบาลหรือเสนอข่าวอย่างลำเอียงก็ควรใช้ช่องทางกฎหมายและบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญดำเนินการไม่ควรใช้กำลังบุกรุกเข้าตัดสัญญาณการออกอากาศ ของสถานีโทรทัศน์ NBTเช่นที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพราะในพื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่ได้เป็นหน่วยงานราชการทั่วไปแต่เป็นสถานที่ทำงานขององค์กรสื่อมวลชนด้วย ซึ่งควรได้รับการการปฏิบัติคารพในสิทธิของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน

นอกจากนี้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่า มีการปิดล้อมรถถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์หลายสถานี ในหลายๆพื้นที่ องค์กรวิชาชีพสื่อขอเรียกร้องให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวยุติการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนทุกประเภท ทั้งนี้สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งสององค์กร เคารพในสิทธิการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมย่อมต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน

พร้อมกันนี้สมาคมฯขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนงปฏิบัติหน้าที่นำเสนอข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา มีความอดทนในการทำหน้าที่ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือมีส่วนทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติที่กำลังตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งและอาจนำไปสู่ความรุนแรงในขณะนี้

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย www.tja.or.th
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย www.tbja.org


๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑

ตำรวจตรึงกำลังพาตวงพรหนีตายไม่วายถูกม้อบตี
หลังจากโทรทัศน์NBTหยุดแพร่ภาพไปในช่วงเวลาราว08.30น.เมื่อม็อบพันธมิตรบุกยึด แต่ในเวลาราว09.50น.เริ่มมีการออกอากาศฌโดยถ่ายทอดสดผ่านรถโมบาย ต่อมาราว10.00น.มีการออกอากาศในห้องส่ง ดำเนินรายการสดโดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และนางสาวตวงพร อัศววิไล

จิรายุรายงานว่าม็อบพันธมิตรพยายามที่จะตัดสัญญาณออกอากาศ แต่ไม่สำเร็จ และทางNBTก็ได้กระจายกันอยู่6จุดเพื่อออกอากาศ ทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างถึงที่สุด

โดยจิรายุกับตวงพรบอกว่าพวกเขาจะทำหน้าที่รายงานข่าวและภาพเท่านั้น จะไม่แสดงความเห็นแทรก แต่ให้ประชาชน และสื่อมวลชนได้พิจารณาเองว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น

ส่วนนักข่าวที่ติดอยู่ในNBTมีรายงานออกมาว่าเจ้าหน้าที่ASTVกำลังพยายามเข้าไปยึดและเตรียมห้องส่งเพื่อออกอากาศ

NBTแพร่ภาพช่วงหนึ่งให้เห็นตำรวจตรึงกำลังพาตวงพรหนีเอาชีวิตรอดจากNBT โดยมีม้อบพยายามเข้าไปกรุมรุมทำร้าย แต่ถูกตำรวจกีดกันไว้โดยปลอดภัย

นายจิรายุกับตวงพรรายงานด้วยว่า ม็อบได้ควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ของNBTที่ติดอยู่ในตึกไว้เป็นตัวประกัน หากตรวจสอบพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของNBTด้วย

"กิตติ สิงหาปัด"ถูกม็อบทำร้าย หนีหัวซุกหัวซุนจากบ้าน
เมื่อเวลา 10.56 น.เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานได้โทรศัพท์สอบถามบุคคลใกล้ชิด นายกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เปิดเผยว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา นายกิตติ ซึ่งมีบ้านอยู่ย่านวิภาดีรังสิต ได้เดินออกมาดูเหตุการณ์หน้าบ้านใกล้ร้านอาหารตะวันแดงสาดแสงเดือน เพื่อดูสภาพการจราจรก่อนเดินทางไปทำงานที่ช่อง 3 ปรากฎว่าท้ายแถวของกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรพบเห็นนายกิตติเข้า จึงเดินเข้ามาขอถ่ายรูปและพูดคุยกันตามปกติ ต่อมากลุ่มผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเกิดโทสะขึ้น จึงตะโกนด่านายกิตติด้วยถ้อยคำหยาบคาย จากนั้นชายคนหนึ่งได้พุ่งชกใบหน้านายกิตติอย่างจัง ต่อมากลุ่มคนกว่า 10 คนได้รุมทุบตีตามร่างกายและใบหน้านายกิตติ จนต้องหนีขึ้นรถแท็กซี่ไป โดยขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยสถานที่เก็บตัวของนายกิตติได้ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทีมงานรายการ ไม่สามารถไปทำงานที่ช่อง 3 ได้ เพราะเกรงว่าจะมีการบุกปิดสถานีช่อง 3 และเจ้าหน้าที่ทุกคนได้เก็บตัวอยู่ในสถานที่ปลอดภัย ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้เช่นกัน

พันธมิตรบุกบช.น.แล้ว นักข่าวถูกล้อม สัญญาณถูกตัด

เมื่อเวลา 10.12 น. วันที่ 26 ส.ค. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ผู้ดำเนินรายการเอ็นบีที กล่าวจากสถานที่เฉพาะกิจ ซึ่งปิดเป็นความลับในการส่งสัญญาณออกอากาศ ว่า ขณะนี้สัญญาณที่กองบัญชาตำรวจนครบาลได้ถูกตัดแล้ว เนื่องจากถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปบุกเข้าไปแล้ว โดยขณะนี้ผู้สื่อข่าวเอ็นบีที 2 คนที่ทำข่าวอยู่ไม่สามารถรายงานข่าวได้ และรถโอบีถูกล้อมเอาไว้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รักษาความปลอดภัยนักข่าวทั้ง 2 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่อื่นๆ 9 คน โดยขณะนี้ปลอดภัย
ต่อมาราวเวลา11.10ทางNBTได้ยุติการออกอากาศอีกครั้ง โดยจิรายุกับตวงพรกล่าวว่าพันธมิตรได้บุกมายังสถานที่ที่พวกเขาออก
อากาศชั่วคราว และอาจถูกคุกคามอีกครั้ง

พันธมิตรรับสิ้นไส้ชายฉกรรจ์80คนบุกยึดNBTเป็นเด็กในซุ้ม
ขณะเดียวกันผู้จัดการออนไลน์ กระบอกเสียงพันธมิตรนำเสนอข่าวว่า พันธมิตรฯ ยึดเอ็นบีทีเบ็ดเสร็จ ประกาศปักหลักจนกว่า “หมัก” ออกไป พร้อมหาทางเชื่อมสัญญาณเอเอสทีวีออกอากาศ โดยมี จนท.กรมประชาฯ ช่วยเหลือ ขณะเดียวกันเตรียมขอพบชายฉกรรจ์ 80 คนที่ถูกควบคุมตัวไว้ที่คลอง 5 รับเป็นคนพันธมิตรฯ แต่ไม่มีอาวุธร้ายแรง ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันพันธมิตรฯ บุกสถานีเมื่อเช้าไม่มีการกักขังหน่วงเหนี่ยวแต่อย่างใด
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000100810

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 สิงหาคม 2551

NBTยึดสถานีกลับแพร่ภาพได้แล้ว หลังถูกโจรยึดไปชั่วคราว ลิ้มตะแบงว่าม็อบสงบสันติ




หลังจากโทรทัศน์NBTหยุดแพร่ภาพไปในช่วงเวลาราว08.30น.เมื่อม็อบพันธมิตรบุกยึด แต่ในเวลาราว09.50น.เริ่มมีการออกอากาศฌโดยถ่ายทอดสดผ่านรถโมบาย ต่อมาราว10.00น.มีการออกอากาศในห้องส่ง ดำเนินรายการสดโดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และนางสาวตวงพร อัศววิไล

จิรายุรายงานว่าม็อบพันธมิตรพยายามที่จะตัดสัญญาณออกอากาศ แต่ไม่สำเร็จ และทางNBTก็ได้กระจายกันอยู่6จุดเพื่อออกอากาศ ทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างถึงที่สุด

โดยจิรายุกับตวงพรบอกว่าพวกเขาจะทำหน้าที่รายงานข่าวและภาพเท่านั้น จะไม่แสดงความเห็นแทรก แต่ให้ประชาชน และสื่อมวลชนได้พิจารณาเองว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น

จากที่มีกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมแจ้งจับ 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในข้อหากบฏนั้น เมื่อเวลาประมาณ 09.05 น. ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ได้กล่าวบนเวทีสะพานมัฆวานฯ ว่า วันนี้ เป็นวันพิพากษา อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้าจะมาจับก็พร้อมให้จับ เพราะถ้าจะต้องเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้น จะมานั่งกราบมือกราบเท้าไม่ได้ ต้องไล่รัฐบาลออกไป และเราไล่อย่างสงบและสันติ


นายสนธิ กล่าวต่อว่า เรามีแต่การชุมนุมด้วยความสงบและสันติ การที่เอาอาวุธมาออกอากาศ(ทางช่องเอ็นบีที)ว่าเป็นของเรานั้น พี่น้องคิดดีๆ ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ ประวัติของเราตั้งแต่ปี 2549 มาแล้ว ไม่เคยมีการใช้อาวุธ นอกจากว่าจะมีการวางยา เพื่อเล่นต่อมาที่ 5แกนนำ เพราะฉะนั้นขอให้พี่น้องมั่นคงและยืนหยัดตรงนี้เอาไว้



เมื่อเวลาราว08.30 น. ผู้ชุมนุมพันธมิตรได้บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์NBTในช่วงที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กับนางปนัดดา วงศ์ผู้ดี กำลังดำเนินรายการสดอยู่

นายจิรายุกล่าวว่าพวกตนจะทำหน้าที่ถึงนาทีสุดท้าย พร้อมกับขอถอนหายใจ ขณะที่ปนัดดารายงานนาทีที่ม็อบพังประตูเข้ามา หลังจากนั้นการออกอากาศของNBTก็ยุติลง

ขณะเดียวกันนายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศที่เวทีมัฆวานว่าพันธมิตรสามารถเข้ายึดNBTได้แล้ว และจะเพิ่มกำลัง8คันรถบัสไปเพิ่มเติม

นายจิรายุให้สัมภาษณ์สดกับสถานีTPBSว่าที่ได้ยุติการออกอากาศเพราะพวกพันธมิตรเข้ามาบุกยึดและสั่งให้ยุติการออกอากาศ ทางเจ้าหน้าที่สถานีจึงได้ขอให้พวกตนระงับการออกอากาศ

จิรายุเล่านาทีที่ยุติออกอากาศว่า ปนัดดาที่ออกอากาศพร้อมเขาต้องหนีตายออกไปทางหน้าต่าง มีข่าวว่าได้รับบาดเจ็บ ส่วนเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่ขอให้เลิกออกอากาศเพื่อให้มีความปลอดภัย

"ม็อบบุกพังประตูเข้ามา ด้วยสัญชาตญาณมนุษย์ด้วย และเจ้าหน้าที่สั่งด้วยพวกเราก็หนีตายออกจากห้องส่ง"จิรายุกล่าว

ขณะที่ฝ่ายตำรวจโดยพล.ต.ท.สุรพล ทวนทอง เปิดเผยว่าตำรวจจะดำเนินคดีแกนนำ5พันธมิตรในฐานเป็นกบฎ เพราะเชื่อมโยงได้ว่าเป็นผู้สั่งการเข้ายึด คุกคาม ปิดกั้น และยึดNBTเพื่อใช้สถานีออกอากาศทำปฏิวัติรัฐประหาร"ถือว่าผู้ชุมนุมไมทำตามที่ประกาศไว้ว่าจะไม่ก่อเหตุ และไม่ทำให้สถานที่ราชการเสียหาย ตำรวจจึงจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อไป"

พลตรีจำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า หากตำรวจจับกุมแกนนำ เขาก็ยินดี และจะเป็นจุดเริ่มต้นความพ่ายแพ้ของรัฐบาล

ต่อมาเวลาราว09.20 น.NBTเริ่มแพร่ภาพอีกครั้ง โดยมีเก้าอี้1ตัว คล้ายกับพันธมิตรเตรียมการจะแถลงการณ์ทางNBT

อย่างไรก็ตามต่อมาในเวลา09.50 น.ทางNBTเริ่มออกอากาศได้อีกครั้งโดยผ่านรถโมบายนอกสถานี และต่อมาราว10.000น.มีการออกอากาศสดทางห้องส่งอีกครั้งโดยจิรายุ ห่วงทรัพย์ และตวงพร อัศววิไล

ก่อนหน้านั้นเวลาราว05.30น.มีกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำบุกเข้ายึดNBT โดยมีอาวุธปืน และทำลายหน้าต่างไปหลายบาน โดยNBTได้นำเสนอข่าวดังกล่าวไว้ตลอด ต่อมาตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปที่สน.สุทธิสาร แต่พันธมิตรที่มัฆวานอ้างว่าเป็นมือที่3ไม่มใช่พวกตน

อย่างไรก็ตามต่อมามีการยกพวกม็อบไปบึกพังประตูและกรูเข้าไปในNBTระหว่างจิรายุกับปนัดดากำลังดำเนินรายการอยู่ ก่อนที่จะจอมืดลง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 สิงหาคม 2551

NEWSWEEK ยกย่อง “ทักษิโณมิกส์” ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่ครองความนิยมในเอเชีย




นิวส์วีค นิตยสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ที่เคยขึ้นปก 4 ผู้นำในเอเชีย และมีรูปของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นหนึ่งในผู้นำทั้ง 4 คน รวมอยู่กับนายหม่า อิง จิ่ว ผู้นำของไต้หวัน นายลี เมียง บัก ประธานาธิบดีนักธุรกิจของเกาหลีใต้ และ นายอันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ภายใต้บทความที่นำเสนอในชื่อว่า The Politics of Practical Nostalgia หรือ การเมืองแห่งการโหยหาอดีตที่ทำได้จริง

ล่าสุดนิตยสารนิวส์วีคฉบับประจำวันที่ 1 กันยายน 2551 ซึ่งออกวางตลาดในเร็วๆ นี้ได้ลงตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยอีกครั้ง ในบทความที่มีชื่อว่า A Leader Who Looms/ ผู้นำที่ยังคงยืนเด่นเป็นตระหง่าน

โดยเนื้อหาของบทความชิ้นนี้ได้ยกย่อง “ทักษิโณมิกส์” ว่า เป็นนโยบายที่ได้รับการยอมรับในภูมิภาคเอเชียอย่างกว้างขวาง มีผู้นำในแถบเอเชียหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียแม้กระทั่งประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน และอินเดีย ก็ยังเดินตามรอย “ทักษิโณมิกส์” ของอดีตนายกรัฐมนตรีไทย

แถมไม่พลาดที่จะเหน็บพวกปัญญาชนว่า “พวกปัญญาชนผู้รอบรู้ เคยหัวเราะเยาะทักษิณ แต่นโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยมของเขา กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายในเอเชีย”

นอกจากนี้นิวส์วีคยังกล่าวยกย่องชมเชย กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของทักษิณ ที่ออกมาในรูป “นโยบายคู่ขนานหรือทักษิโณมิกส์” ว่าเป็น “ความคิดที่ฉลาดหลักแหลม” พร้อมเอ่ยชมอดีตนายกฯทักษิณว่า เป็น “นักคิดทางเศรษฐกิจผู้ยิ่งใหญ่”

โดยในตอนท้ายนิวส์วีคสรุปว่า “นโยบายคู่ขนานที่เฉียบแหลม” นั้น มันทำงานได้ผลจริงๆ

สำหรับ George Wehrfritz แห่งนิตยสาร NEWSWEEK ผู้เขียนบทความ A Leader Who Looms/ ผู้นำที่ยังคงยืนเด่นเป็นตระหง่านนี้ เคยเขียนบทความเรื่อง Buddhist Economics/พุทธเศรษฐศาสตร์ มาแล้วเมื่อต้นปี 2007

==============

ผู้นำที่ยังคงยืนเด่นเป็นตระหง่าน

ถอดความภาษาไทยโดย Thinking in ink

พวกปัญญาชนผู้รอบรู้ เคยหัวเราะเยาะทักษิณ แต่นโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยมของเขา กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายในเอเชีย แม้กระทั่งจวบจนวาระที่เขาอำลาประเทศไทย

โดย จอร์จ เวอห์ฟริซส์
นิตยสารนิวส์วีคระหว่างประเทศ ฉบับวันที่ 23 สิงหาคม 2551

ในศัพท์ทางการเมือง คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นได้ทุกอย่าง ยกเว้น “ผู้สูญเสียอำนาจ” เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรี แอบดอดเดินทางไปต่างประเทศ มุ่งสู่คฤหาสน์หลังงามในอังกฤษของเขาอย่างเงียบๆ เป็นการจบความคาดหวังที่เคยคาดการณ์ไว้ว่า การกลับคืนสู่มาตุภูมิด้วยความภาคภูมิใจในชัยชนะของเขา เมื่อเดือนมกราคมอาจเป็นลางบ่งบอกถึงการหวลกลับคืนสู่เวทีการเมืองระดับชาติอีกครั้ง จากที่ต้องลี้ภัยอยู่หลายเดือน หลังถูกโค่นล้มอำนาจจากการทำรัฐประหารอย่างไม่เสียเลือดเนื้อ เมื่อปี 2549 คุณทักษิณได้ออกแถลงการณ์ ถึงสาเหตุที่ต้องบินไปยังอังกฤษครั้งนี้ว่า ข้อกล่าวหาเรื่องเส้นสายแห่งการคอร์รัปชันและข้อกล่าวหาอื่นๆ กำลังถูกนำเข้าสู่การพิจาราณาคดีในชั้นศาลไทย “ที่มีธงตั้งไว้แล้วล่วงหน้า เพื่อจัดการกับผมและครอบครัว” การลี้ภัยแบบคาดไม่ถึง ของมหาเศรษฐีพันล้าน(เหรียญสหรัฐ)ผู้สร้างฐานะด้วยตนเองครั้งนี้ ก่อให้เกิดการถกเถียงถึง ความถูกต้องของข้อกล่าวหาที่เขากำลังเผชิญอยู่ ทั้งเรื่องที่ทางกรุงเทพฯ ควรดำเนินการเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ และตัวจักรทางการเมืองของคุณทักษิณในอนาคต

แต่แทบไม่มีการกล่าวถึง ผลงานที่อยู่ยืนยงสถาพรของคุณทักษิณเลย นั่นคือ : “การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานราก” ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา ในการโปรโมทตัวเองนิดหน่อยอย่างไม่ต้องอาย คุณทักษิณประทับตรายุทธศาสตร์การพัฒนานี้ว่า “ทักษิโณมิกส์” ยุทธศาสตร์นี้ ถูกนำไปใช้ในการรณรงค์หาเสียงว่า เป็นนโยบายเพื่อยกระดับฐานะของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตที่เขาลงสมัคร – ชาวไทยชนบท – ให้พ้นจากความยากจน นโยบายทักษิโณมิกส์ถูกนำไปใช้ปฏิบัติจริง หลังจากที่เขาชนะเลือกตั้ง กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลเมื่อปี 2544 ความคิดริเริ่มของคุณทักษิณ ได้พลิกฟื้นความเสียหายที่เกิดจากวิกฤติการเงินเอเชีย ช่วงปี 2540-41 และทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นไปอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่อิจฉาในภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันนี้ นโยบายเศรษฐกิจที่หยิบยืมมาจาก“ทักษิโณมิกส์” กำลังถูกนำไปใช้เพิ่มมากขึ้น ทั่วทั้งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย เพื่อจัดการกับปัญหาเดียวกัน ที่เคยระบาดในประเทศไทยช่วงปลายทศวรรษ 1990 และในตอนนี้ได้คุกคามทั่วทั้งภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง : การพึ่งพาตลาดส่งออกจากอีกประเทศหนึ่งมากเกินไป การพัฒนาแบบไม่เท่าเทียมในประเทศ และ ช่องว่างของรายได้ ระหว่างคนรวยและคนจน ที่เพิ่มถ่างมากขึ้น

นักวิพากษ์วิจารณ์ ได้ประณามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของคุณทักษิณว่า เป็น “นโยบายประชานิยม ที่ผลาญเงินงบประมาณอย่างมหาศาล” แต่ผู้ที่ไม่ยอมรับนโยบายของทักษิณเหล่านี้ ต้องรีบเปลี่ยนความคิดอย่างรวดเร็ว เมื่อนโยบายประชานิยมอย่าง การพักหนี้เกษตรกรและกองทุนหมู่บ้านได้กระตุ้นภาคอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ ให้เกิดขึ้นในระดับรากหญ้า และการปรับปรุงสวัสดิการพื้นฐานที่อ่อนแอของประเทศไทยให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดให้มีโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท รักษาทุกโรค(เกือบฟรี) ได้ช่วยปลดปล่อยครัวเรือนในชนบท ให้เกิดการออมน้อยลง และออกไปจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น(ยกระดับการบริโภคภายในประเทศ) คุณทักษิณเรียกยุทธศาสตร์นี้ว่า “การพัฒนาแบบคู่ขนาน” หรือ “การพัฒนาเศรษฐกิจทวิวิถี” ซึ่งกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์จากตลาดภายในประเทศมากขึ้น ควบคู่ไปกับภาคการส่งออก และมันทำงานได้ผลจริงๆ

แน่นอนว่า หนี้สาธารณะได้เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ชดเชยด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และรายได้จากภาษีอากรที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศไทย ขยายตัวเกือบ ร้อยละ 6 ต่อปี จากปี 2544-2549 โดยพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ และการส่งออกที่ลดลง และจริงๆ แล้วช่องว่างระหว่างรายได้ของประเทศไทย ก็หดแคบลง ในขณะที่ระยะห่างระหว่างคนมั่งมีและคนยากจน กลับกว้างมากขึ้น ทุกหนแห่งในภูมิภาคเอเชียอย่างเห็นได้ชัด

ระบบคิดในการดำเนินกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของทักษิณในตอนนี้ ได้รับการยอมรับนับถือว่า เป็น “ความคิดที่ฉลาดหลักแหลม” นโยบายประชานิยมที่เน้นการเข้าถึงแหล่งทุน โอกาสในการจ้างงาน และการบริการสังคมขั้นพื้นฐานสามารถเปลี่ยนโฉมจากภูมิภาคที่เสียเปรียบ กลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้ ประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ซูซิโล บัมมัง ยุดโดโยโน ได้เดินตามรอย “ทักษิโณมิกส์” ในการช่วยเหลือครัวเรือนที่ยากจน ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยออกมาตราการใช้เงินอุดหนุน พยุงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ เพื่อไม่ให้คนยากจนต้องใช้น้ำมันแพง หรือ นายมันโมฮัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ได้ริเริ่มโครงการสร้างงานในชนบทหลายล้านตำแหน่ง ความต้องการในการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของเขา สะท้อนให้เห็นถึงการเดินตามนโยบายประชานิยมของทักษิณเป็นอย่างมาก หรือ ประธานาธิบดีกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย แห่งฟิลิปปินส์ ที่ครั้งหนึ่งเคยประกาศว่า “ฉันเป็นสานุศิษย์ของทักษิโณมิกส์อย่างไม่อาย” และนับตั้งแต่ปี 2549 เมื่อจีน เปิดตัวโครงการขนาดยักษ์ใหญ่ เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางการลงทุนของรัฐ ที่ต้องการเนรมิตโครงการ “การพัฒนาชนบทตามแนวทางสังคมนิยมรูปแบบใหม่” ขึ้นในพื้นที่ชนบทห่างไกล ทางปักกิ่ง ได้ยกเลิกภาษีการเกษตรทั่วประเทศ จัดสรรเม็ดเงินหลายร้อยล้าน(เหรียญสหรัฐ)ให้กับอุตสาหกรรมในชนบท และนอกจากนี้ ยังหาหนทางเพื่อช่วยฟื้นฟูจังหวัดที่ยากจนทางตอนกลางของประเทศ(ย้อนไปในปี 2003 จีนได้ส่งคณะผู้แทนชุดหนึ่ง ไปยังประเทศไทยเพื่อศึกษา “ทักษิโณมิกส์” ตามรายงานของทางการจีน)

บรรดาผู้นำของจีนได้ยืนยันถึงความสำคัญของสิ่งที่ประธานาธิบดี หู จิ่นเทา เรียกว่า “การเติบโตที่ก้าวไปพร้อมกัน” เมื่อครั้งที่สภาประชาชนแห่งชาติ จัดการประชุมขึ้นช่วงเดือนมีนาที่ผ่านมา และไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานการวิเคราะห์ของจีนและต่างประเทศ ได้บอกเป็นนัยว่า ในเร็วๆ นี้ ทางปักกิ่ง จะเปิดเผยถึงมาตรการทางด้านการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดยักษ์ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ภาคเศรษฐกิจที่มีข้อเสียเปรียบ

ในฐานะผู้นำชาติอาเซียน ที่เป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน หากไม่ผิดพลาดทางการเมืองแบบมโหฬารอย่างไม่น่าให้อภัยเสียก่อน ทักษิณอาจก้าวขึ้นสู่ “ทำเนียบปูชนียบุคคล แห่งแวดวงนักคิดทางเศรษฐกิจผู้ยิ่งใหญ่” ไปแล้ว โดยในช่วงปลายปี 2548 เขาได้ขายกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมขนาดใหญ่ของครอบครัว ให้กับบริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่สนนราคา 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยไม่ต้องจ่ายภาษี ดีลการซื้อขายครั้งนี้ พิสูจน์แล้วว่า เป็น”การวางแผนที่ผิดพลาด” แม้แต่ในประเทศที่มีวัฒนธรรมการเมืองแบบระบบพวกพ้อง ที่อะลุ้มอะหล่วยต่อกันอย่างไทย ในการเปิดเกมรุกโต้ตอบทักษิณครั้งนี้ ได้มีการประสานความร่วมมือกันระหว่างชนชั้นสูง ที่เป็นกลุ่มทุนเก่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน และผู้มีอำนาจในกองทัพ โดยเรียกร้องให้เขาลาออก และจัดแสดงการชุมนุมประท้วงบนท้องถนน ที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นอัมพาตอยู่หลายเดือน ต่อมา ในวันที่ 19 กันยายน 2549 กองทัพไทยได้ทำรัฐประหารเป็นครั้งที่ 13 นับตั้งแต่ปี 2488 เข้ายึดอำนาจการปกครอง ขณะที่ทักษิณยังอยู่ที่กรุงนิวยอร์ค เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ที่องค์การสหประชาชาติ

ในตอนแรก รัฐบาลทหาร พยายามที่จะเก็บพับ “นโยบายทักษิโณมิกส์” โดยเชิดชูยกย่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตแบบพุทธขึ้นมาแทน อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาสะท้อนกลับอย่างรุนแรง ที่เป็นไปแบบทันควัน ทำให้บรรดานายทหารต้องรีบเปลี่ยนแนวนโยบายแทบไม่ทัน แม้กระทั่งโละทิ้งโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 รักษาทุกโรคของทักษิณ เปลี่ยนมาเป็น “รักษาฟรีทุกโรค” แทน รัฐบาลชุดใหม่ของไทย ได้เดินตามรอยนโยบายของทักษิณ ด้วยการออกมาตรการลดภาษีน้ำมัน ใช้ไฟฟ้า-ประปาฟรี สำหรับครัวเรือนขนาดเล็กและกระทั่งขึ้นรถเมล์-รถไฟฟรี! รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กล่าวถึงมาตราการที่ออกมาเหล่านี้ว่านโยบาย (6 มาตรการ 6 เดือน)เหล่านี้ จะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปี สูงถึงร้อยละ 6 และสามารถลดการใช้จ่ายของครัวเรือนได้ประมาณ 350 เหรียญสหรัฐต่อปี โดยเฉลี่ย “ผู้ที่นำเสนอนโยบายเหล่านี้มาปฏิบัติ จะได้คะแนนเสียงอย่างแน่นอน ส่วนผู้ที่ยกเลิกนโยบายเหล่านี้ จะสูญเสียคะแนนเสียงแทน” นิธินัย สิริมัทการ นักเศรษฐศาสตร์อิสระกล่าว

แต่นั่นเป็นเพียงบางส่วน ของการอธิบายถึงความนิยมของนโยบายประชานิยมเท่านั้น เมื่อผลงานในอดีตของทักษิณแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม บทสรุปอีกอันที่ตามมาก็คือ “นโยบายคู่ขนานที่เฉียบแหลม” จริงๆ แล้วมันทำงานได้ผลนั่นเอง

(หมายเหตุ อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ A Leader Who Looms โดย George Wehrfritz ได้จาก ลิงก์ )

เถื่อนยึดเมือง บุกยึดNBTในที่สุดจอมืด ตำรวจเผยจ่อจับ5แกนนำกบฎ




เมื่อเวลาราว08.30 น. ของ 26 สิงหาคม 2551 ผู้ชุมนุมพันธมิตรได้บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์NBTในช่วงที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กับนางปนัดดา วงศ์ผู้ดี กำลังดำเนินรายการสดอยู่

นายจิรายุกล่าวว่าพวกตนจะทำหน้าที่ถึงนาทีสุดท้าย พร้อมกับขอถอนหายใจ ขณะที่ปนัดดารายงานนาทีที่ม็อบพังประตูเข้ามา หลังจากนั้นการออกอากาศของNBTก็ยุติลง

ขณะเดียวกันนายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศที่เวทีมัฆวานว่าพันธมิตรสามารถเข้ายึดNBTได้แล้ว และจะเพิ่มกำลัง8คันรถบัสไปเพิ่มเติม

นายจิรายุให้สัมภาษณ์สดกับสถานีTPBSว่าที่ได้ยุติการออกอากาศเพราะพวกพันธมิตรเข้ามาบุกยึดและสั่งให้ยุติการออกอากาศ ทางเจ้าหน้าที่สถานีจึงได้ขอให้พวกตนระงับการออกอากาศ

จิรายุเล่านาทีที่ยุติออกอากาศว่า ปนัดดาที่ออกอากาศพร้อมเขาต้องหนีตายออกไปทางหน้าต่าง มีข่าวว่าได้รับบาดเจ็บ ส่วนเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่ขอให้เลิกออกอากาศเพื่อให้มีความปลอดภัย

"ม็อบบุกพังประตูเข้ามา ด้วยสัญชาตญาณมนุษย์ด้วย และเจ้าหน้าที่สั่งด้วยพวกเราก็หนีตายออกจากห้องส่ง"จิรายุกล่าว

ขณะที่ฝ่ายตำรวจโดยพล.ต.ท.สุรพล ทวนทอง เปิดเผยว่าตำรวจจะดำเนินคดีแกนนำ5พันธมิตรในฐานเป็นกบฎ เพราะเชื่อมโยงได้ว่าเป็นผู้สั่งการเข้ายึด คุกคาม ปิดกั้น และยึดNBTเพื่อใช้สถานีออกอากาศทำปฏิวัติรัฐประหาร"ถือว่าผู้ชุมนุมไมทำตามที่ประกาศไว้ว่าจะไม่ก่อเหตุ และไม่ทำให้สถานที่ราชการเสียหาย ตำรวจจึงจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อไป"

พลตรีจำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า หากตำรวจจับกุมแกนนำ เขาก็ยินดี และจะเป็นจุดเริ่มต้นความพ่ายแพ้ของรัฐบาล

ต่อมาเวลาราว09.20 น.NBTเริ่มแพร่ภาพอีกครั้ง โดยมีเก้าอี้1ตัว คล้ายกับพันธมิตรเตรียมการจะแถลงการณ์ทางNBT

ก่อนหน้านั้นเวลาราว05.30น.มีกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำบุกเข้ายึดNBT โดยมีอาวุธปืน และทำลายหน้าต่างไปหลายบาน โดยNBTได้นำเสนอข่าวดังกล่าวไว้ตลอด ต่อมาตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปที่สน.สุทธิสาร แต่พันธมิตรที่มัฆวานอ้างว่าเป็นมือที่3ไม่มใช่พวกตน

อย่างไรก็ตามต่อมามีการยกพวกม็อบไปบึกพังประตูและกรูเข้าไปในNBTระหว่างจิรายุกับปนัดดากำลังดำเนินรายการอยู่ ก่อนที่จะจอมืดลง


ก่อนหน้านั้นเมื่อเวลา 05.45 น.นายสนธิอ่านประกาศพันธมิตรฯ ฉบับที่ 12/2551 เรื่องกำหนดเป้าหมายและวิธีชุมชุนนุมสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า

เป้าหมายหลักของพันธมิตรฯคือการขับไล่รัฐบาลเพื่อกอบกู้ประชาเทศชาติ พันธมิตรฯได้กำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวของกองทัพประชาชน ดังนี้ 1.กองทัพประชาชนจะชุมนุมกันอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 63 ของรัฐธรรรมนูญ และให้พี่น้องประชาชนชุมนุมยึดสันติ ไม่ใช้วาจายั่วยุ ไม่ทำลายสถานที่ราชการ

2.หลายปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่าการชุมนุมอย่างสงบ อหิงสา ปราศจากอาวุธไม่เคยเกิดเหตุร้ายแรง หากใครก็ตาม ก่อเหตุยั่วยุก่อกวน สร้างเงื่อนไข ให้เกิดความรุนแรง ให้ถือว่าเป็นผู้ไม่หวังดี เป็นอันธพาลของรัฐบาล ขอเรียกร้องให้ตำรวจจัดการทันที และถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล

3.ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 มีความจำเป็นต้องปิดช่องจราจร ให้ราชการบางแห่งไม่สามารถเข้าทำงาน เป็นการแสดงพลังประชาชน พร้อมกันนี้ ก็ขอเชิญชวนข้าราชการร่วมชุมนุม และเพื่อความสำเร็จขอให้กองทัพประชาชนปฏิบัติตามคำสั่งของเวทีใหญ่อย่างเคร่งครัด

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำ ระบุว่า ขณะนี้ได้มีกลุ่มผุ้ชุมนุมเข้าปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ช่อง 11หรือเอ็นบีทีไว้หมดแล้วเป็นจุดแรก ตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง พร้อมประกาศระดมกลุ่มผุ้ชุมนุมเพิ่มเติมอีกหลายพันคน เพื่อเดินทางไปสมทบที่เอ็นบีทีเป็นระยะๆ ทั้งนี้ กลุ่มผุ้ชุมนุมชุดแรกที่เคลื่อนขบวนไปยังเอ็นบีที มีนายวัชระ เพชรทอง เป็นแกนนำนำกลุ่มผุ้ชุมนุมไปสมทบเพิ่มเติมอีก 5 คันรถ โดยมีจุดนัดพบกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า ขณะนี้ที่สถานีโทรทัศน์ NBT กลุ่มพันธมิตรฯมีกำลังน้อย จึงขออาสาสมัครในกลุ่มพันธมิตรฯจำนวนหนึ่งเดินทางไปร่วมชุมนุมเพิ่มเติม โดยขึ้นรถบัสที่จอดอยู่บริเวณลานพระบรมรูปฯนำโดยนายสนธินายวัชระ เพ็ชรทอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลาดังกล่าวปรากฎว่า สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีได้แพร่ภาพชายฉกรรจ์กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งแต่งกายมิดชิดจำนวนหนึ่ง มีผ้าปิดหน้าคล้ายชุดโม่งเข้าไปบนที่ทำการสถานีโทนทัศน์จำนวนหลายคน เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร ปราศรัยบนเวทีว่า การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้เราต้องต่อสู้อย่างสงบ สันติ ห้ามทำลายข้าวของ ขอให้ผู้ร่วมชุมนุมเตรียมน้ำ และอาหารมาให้พร้อม ล่าสุดได้รับการประสานงานจากสนามราชตฤณมัยสมาคมว่า หากมีผู้ว่าร่วมชุมนุมจำนวนมาก ทางสนามม้านางเลิ้งพร้อมให้ใช้ห้องน้ำได้ ขณะที่ กทม.จะสนับสนุนรถสุขาเพิ่มเติม และกทม.ยังเตรียมรถพยาบาลเผื่อกรณีฉุกเฉินเพิ่มให้อีก 10 คัน

ต่อมา เวลา 06.30 น.แกนนำพันธมิตรฯประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนกำลังปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล

ลิ้มนรกเหิมดึงฟ้าต่ำ อาจเอื้อมแอบอ้างพระราชินีลงเกลือกกลั้วการเมืองของตน



















นายสนธิ ยังกล่าวถึงการใส่ผ้าพันคอสีฟ้า เนื่องจากเป็นสีที่เป็นสัญญลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พร้อมระบุว่า ตนเองมีความชัดเจนในชีวิต แยกมิตรและแยกศัตรูอย่างชัดเจน การเมืองที่ถูกต้องมีแต่กัลยาณมิตร ศัตรูก็คือศัตรู ไม่ใช่การเมืองน้ำเน่าที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

สนธิลิ้มเหิมเกริมดึงฟ้าลงต่ำ อ้างใส่ผ้าพันคอสีฟ้า เนื่องจากเป็นสีที่เป็นสัญญลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ บังอาจยกพระราชเสาวนีย์มาเข้าข้างการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตน ขณะที่พิภพแก้เกี้ยวป่วนเมือง26สิงหาฯไม่ได้ยึดฤกษ์วันเกิดเปรม สุริยะใสเผยเส้นทางเดินขบวนผ่านพระราชวังสวนจิตรฯ ทั้งด้านถนนราชวิถี-ศรีอยุธยา เสธ.แดงฮึ่มทหารนักรบไม่ยอมให้ม็อบย่ำยีดวงใจไทยทั้งชาติ ประกาศหากยกพวกมาวังสวนจิตรฯเจอนักรบตื้บแน่

นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยัน การชุมนุมใหญ่วันอังคารที่ 26 สิงหาคมนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับวันคล้ายวันเกิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แต่เป็นการกดดันเพื่อให้รัฐบาลลาออก หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส สถานะทางการเงินของประเทศ แต่รัฐบาลกลับไม่ปฏิบัติตาม พยายามลงทุนโครงการใหญ่เกินความจำเป็น เพื่อสะสมทุนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ขณะที่พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ"เสธ.แดง"ได้เขียนกระทู้ในเวปเสธแดงตามสไตล์ของเสธแดงว่า"ไอ้พวกควายคนไทยขายชาติตัวจริง ที่ถูกเจ็กบ้าหลอกมาตบมือแพะๆ แล้วมันได้เงินไป 80 ล้าน

วันที่ 26 นี้ ถ้ามันหลอกมึงเดินผ่านสวนจิตรแล้วหยุดร้องเพลง แทนที่จะไปโรงเรียนโยธินฯ ทำแบบวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ตุลาวิปโยค ที่ ผกค.หลอกควายเดินผ่านสวนจิตร จนตำรวจต้องตีตกน้ำ เพราะจะปีนสวนจิตรไปหาในหลวง สร้างความวุ่นวาย แล้วแกล้งระเบิดโทษเบื้องสูง ไม่คุ้มครอง ชาติดูทั่วโลก

มึงเจอ เสธ.แดง แน่ ไอ้เจ็กลิ้ม ไอ้เจ็กกบฎ และไอ้พวกคนไทยควายโง่ที่เหมารถมาจากต่างจังหวัดทั้งหลาย ถ้าทหารนักกอล์ฟ ผู้นำทัพลูกป๋าปัจจุบันยังไม่เอาเรื่องพวกมึง มึงเจอทหารนักรบรวมพลแน่ ตกลงกันแล้วว่าเลิกนั่งส่องพระที่ห้างบางลำพูชั่วคราว หันมาช่วยกันกระทืบไอ้พวกกู้ชาติกลางถนนราชดำเนินหน่อย" (http://www.sae-dang.com/cgi-bin2/dangBoard/OpenMessage.php?no=53854)

การที่เสธ.แดงดักคอพันธมิตรว่าอาจมีแผนชั่วเดินขบวนผ่านพระราชวังสวนจิตรลดานั้นน่าจะมาจากการเปิดเผยของนายสุริยะใส กตศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรที่ได้แถลงข่าวว่า "ช่วงเช้ามืดวันที่ 26 ส.ค.ต้องขออภัยประชาชนชาวกรุงเทพมหานครล่วงหน้า รวมถึงผู้ใช้เส้นทาง 4-5 เส้น ดังนี้ ถนนราชดำเนินตลอดทั้งเส้น ถนนอู่ทองใน ถนนราชวิถี ถนนศรีอยุธยา ถนนพิษณุโลก และถนนสามเสน เนื่องจากมีคนมาจำนวนมาก จนอาจจะต้องปิดถนนไปโดยปริยาย
(http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000100006)

ทั้งนี้พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน มีสถานที่ตั้งอยู่ระหว่างถนนราชวิถี ถนนศรีอยุธยา และถนนสามเสน หากเป็นไปตามที่นายสุริยะใสกล่าวก็คาดว่าพันธมิตรจะเดินขบวนจากถนนราชดำเนิน ผ่านพระรูปทรงม้า ผ่านถนนอู่ทองใน ซึ่งเป็นที่ตั้งรัฐสภา ผ่านถนนราชวิถี และเลี้ยวเข้าถนนศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งวังสวนจิตรฯ แล้วไปผ่านถนนพิษณุโลก บริเวณที่ตั้งทำเนียบรัฐบาล ส่วนถนนสามเสนนั้นอยู่บริเวณใกล้เคียงวังสวนจิตรฯ

สนธิลิ้มเหิมเกริมอ้างม็อบตามพระราชเสวานีย์

ขณะที่ผู้จัดการออนไลน์สื่อกระบอกเสียงของพันธมิตรและสนธิลิ้ม พาดหัวข่าวหน้าแรกระบุว่า "สนธิ"ยกพระราชเสาวนีย์ เปรียบ"พันธมิตร"เหมือนพระโมคลานะไล่พระทุศีล เพื่อให้พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาติโมก เชิญชวนประชาชนทั่วประเทศต่อสู้เพื่อ “พ่อหลวง” หลังสัญญาณนกหวีดใหญ่ “บ้านเมืองใกล้ล่มจม” ย้ำคำว่า “เรารักในหลวง” อย่างเดียวคงไม่พอ ตั้งข้อสังเกตคำพูด “ชัยสิทธิ์” อัดผู้พิพากษามีตัวใหญ่อยู่เบื้องหลัง หมายความว่าอย่างไร

ข่าวรายละเอียดตามhttp://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000100052ระบุว่า
ในวันที่ (24 ส.ค.) เวลาประมาณ 21.05 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยกล่าวถึงการสวมเสื้อสีเหลือง "เราจะสู้เพื่อในหลวง" ในการต่อสู้กับระบอบทักษิณเมื่อปี 2549 เพราะในช่วงนั้น ยอมรับว่ามีกลุ่มคนที่จ้องทำลายพ่อหลวงของเรา โดยเฉพาะกลุ่มของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และบริวาร โดยพบว่าคนเหล่านี้ มีการเหยียบย่ำจาบจ้วงมาตลอด ตั้งแต่ปี 2544 และในที่สุด ตนเองจึงได้ลุกขึ้นมาต่อสู้พร้อมกับประชาชน

นายสนธิ ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อช่วงปี 2548 เรามักจะได้เห็นเสื้อที่มีคำว่า "เรารักในหลวง" แต่สถานการณ์ขณะนั้น หากจะบอกว่ารักพ่อหลวงอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องสู้เพื่อพระองค์ท่านด้วย เพราะพระองค์ท่านทรงเมตตา และเปี่ยมไปด้วยทศพิศราชธรรม คอยห่วงใยพสกนิกร แต่ท่านทรงอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถพูดอะไรได้

นายสนธิ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เคยทรงเล่าเรื่องพระไตรปิฎก ตอนที่พระพุทธเจ้าจะแสดงโอวาทปาติโมก แต่ทรงนิ่งเงียบ ไม่สามารถกระทำได้ กระทั่งพระอานนท์ กล่าวเตือนเป็นครั้งที่ 3 ก็ทรงบอกว่า ดูก่อนพุทธบริษัททั้งหลาย เราไม่สามารถแสดงโอวาทปาติโมกได้ เพราะมีพระทุศีลหนึ่งองค์อยู่ในที่นี้ แต่ไม่สามารถแสดงออกได้ ดังนั้น พระโมคลานะซึ่งเป็นพระที่ทรงอิทธิฤทธิ์ จึงใช้ฌานนั่งเห็น จึงไปบอกพระทุศีลว่า ท่านมีศีลไม่ครบแล้วพระโมคลานะจึงไปกระชากแขนออกไป จึงสามารถแสดงโอวาทปาติโมกได้

"เปรียบเช่นเดียวกับในยุคนี้ ดังนั้นในวันที่ 26 ส.ค.นี้ พวกเราที่นั่งกันอยู่ในที่นี้ จะขอเป็นพระโมคลานะเดินไปกระชากแขนคนชั่วออกจากแผ่นดินไทย เพราะหากเปรียบแล้ว พ่อหลวงของเรา ก็เปรียบเหมือนพระพุทธเจ้า ที่ไม่สามารถทรงพูดอะไรได้ ตั้งแต่ปี 2544พระองค์ท่านทรงเจอแต่เรื่องที่ถูกใส่ร้ายจ้องทำลายล้าง แต่ท่านก็ไม่เคยตรัสให้พวกเราทราบสักคำ"

นายสนธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า พระองค์ท่านทรงมีวันที่มีโอกาสตรัสกับพสกนิกรของท่านเพียงปีละ 1 วัน คือ วันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. พระองค์ท่านก็จะทรงตรัสด้วยความเมตตา ไม่เคยลุกขึ้นมาว่ากล่าวใคร พระองค์ท่านทรงห่วงเรื่องเดียวคือประเทศชาติ และทรงพูดอยู่เรื่องเดียวคือ อย่าทำให้ประชาชนเดือดร้อน พระองค์ท่านจะไม่เคยรีรอ หากเกิดน้ำท่วม ฝนแล้ง หรือฝนตกหนัก พระองค์ท่านไม่เคยรีรอที่จะทรงแสดงความเป็นห่วง

นอกจากนี้ นายสนธิ ยังกล่าวถึงการใส่ผ้าพันคอสีฟ้า เนื่อจากเป็นสีที่เป็นสัญญลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พร้อมระบุว่า ตนเองมีความชัดเจนในชีวิต แยกมิตรและแยกศัตรูอย่างชัดเจน การเมืองที่ถูกต้องมีแต่กัลยาณมิตร ศัตรูก็คือศัตรู ไม่ใช่การเมืองน้ำเน่าที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

นายสนธิ ยังได้ถามไปยังคนในระบอบทักษิณว่า เราจะยืนข้างในหลวงและพระราชินี มีอะไรหรือเปล่า หากพวกตนจะยืนข้างราชบัลลังก์ นายจักรภพ นายวีระ นายณัฐวุฒิ และนายจตุพร มีอะไรหรือเปล่า นปก.มีอะไรหรือเปล่า และถามคนพรรคพลังประชาชน (พปช.) ที่เทิดทูน"แม้ว"เป็นพ่อ หากพวกเราจะเทิดทูนในหลวงเป็นพ่อ มีอะไรหรือเปล่า

"มีหรือไม่มี วันที่ 26 ส.ค.นี้ เราเจอกัน พวกนักเลงที่ไล่ตีคนแก่ เอาหินมาไล่ปา พวกที่จาบจ้วงสถาบันที่ท้องสนามหลวง ถ้าพวกเราไม่เปิดโปง ตำรวจมันจะเข้าไปจับหรือ พี่น้องทั่วประเทศ เราจะยืนข้างและสู้เพื่อพระองค์ท่าน แม้จะไม่ทรงขอมาก็ตาม"

นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชัยสิทธิ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ.ลูกพี่ลูกน้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาบอกว่า สาเหตุที่ทักษิณต้องออกไป เพราะมีผู้พิพากษาที่ไม่ถูกกับทักษิณมานั่งพิจารณาคดี และมีคนที่เหนือกว่านั้นมาใช้แรงกดดัน พูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร

นายสนธิ ยังระบุอีกว่า ตอนที่ตัวเองโดนตัดสินคุก 3 ปี ทำไมไม่เคยพูดสักคำว่า ผู้พิพากษาเป็นพวกของทักษิณ เพราะผู้พิพากษาทุกท่าน เป็นตัวแทนของในหลวง และเหนือหัวของผู้พิพากษาทุกท่าน ก็จะมีรูปของพระเจ้าอยู่หัว สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ เราผิดหรือไม่ผิดเรารู้อยู่แก่ใจ หากอมเลือดได้ก็จะอม ไม่ขอพูดสักคำ เพราะเราทำงานให้พรองค์ท่าน คนเรามันต่างกัน ทั้งคุณธรรม และจริยธรรม แม้ใจก็ยังต่างกัน

นายสนธิ ระบุว่า นกหวีดใหญ่ คือ คำของพระองค์ท่านที่ว่า "ชาติใกล้ล่มจมแล้ว" เปรียบเหมือนพระพุทธเจ้าที่พูดกับพระอานนท์เรื่องพระทุศีล และไม่สามารถแสดงโอวาทปาติโมกได้ พวกเราจะเป็นพระโมคลานะในวันที่ 26 ส.ค.นี้ ไม่ใช่แค่เรียกร้องแผ่นดินไทยกลับคืน แต่พวกเราจะเรียกสังคมไทยกลับคืนมา ทั้งศีลธรรมและจริยธรรม สงครามครั้งสุดท้ายแล้วพี่น้อง เราต้องชนะ ชนะ ชนะ

การต่อสู้แห่งยุคสมัย จะลงเอย จุดจบเช่นไร ?




ทักษิโณมิกส์ เป็นคำบัญญัติโดยนางกลอเรีย อาร์โรโย่ ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ ด้วยความยกย่องแนวทางการบริหารและพัฒนาประเทศ จากแนวคิดก้าวหน้าของนายกรัฐมนตรีของไทย ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ที่พลิกฟื้นประเทศจากวิกฤติ สู่ศักยภาพแข็งแกร่ง พร้อมที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมีอนาคตสดใส จนผู้นำของประเทศไทย ได้รับการยอมรับบนเวทีโลกในความสำเร็จของแนวทางการพัฒนาคำศัพท์บัญญัติ ทักษิโณมิกส์ อันแฝงเกียรติ เชิดชู ถูกแทนด้วยคำแปลว่า ระบอบทักษิณ

กลับถูกแฝงเจตนา บิดเบือน ดูหมิ่น เหยียดหยาม ให้เกิดภาพด้านลบเพื่อการดิสเครดิต การกระทำนี้ เป็นเพียงจุดเล็กๆ ของเค้าลางวิถีที่จะกระทำขึ้นอย่างต่อเนื่องในเวลาต่อไป เป็นวิถีของกลุ่มคนที่คุ้นเคยเชี่ยวชาญ และใช้ได้ผลมาแล้วอย่างยาวนาน ซึ่งมีที่มาของรากเหง้า จากความอิจฉาริษยา และเห็นแก่ตัว ในอภิสิทธิ์และศักดินาส่วนตนเหนือผู้อื่น ของคนกลุ่มหนึ่ง

กลุ่มคนพวกนี้ เดิมอยู่ในแวดวงพวกลุ่มหลงตน ถือยศศักดิ์เหนือผู้อื่น ที่ซ่อนความไม่พอใจไว้ แผ่ขยายขบวนการร่วมมือกันออกไป ในหมู่ผู้คงความเห็นแก่ตัวร่วมกันในอภิสิทธิ์ส่วนตนด้านต่างๆ เริ่มออกตัวปรากฏในที่แจ้งโดยสื่อ อันเป็นฐานันดรที่ตระหนักตน แน่แก่ใจตนเองชัดเจนแล้วว่า พวกตนนั้นมีอิทธิพลต่อสังคม ทั้งอย่างอนันต์และอย่างมหันต์เพียงใด

โดยสื่ออันบันดาลโทสะ ลุแก่โทสะ ที่ไม่ได้รับการสนองผลประโยชน์อย่างที่ต้องการ ในความต้องการแผ่ขยายเครือข่ายธุรกิจ ไปสู่การก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ของตน อันได้แก่สื่อในเครือ MGR ร่วมกับสื่ออันบันดาลโทสะ เคียดแค้น ที่พลาดหวังการครอบครองกลับคืน ในสถานีโทรทัศน์ที่ตนก่อตั้งขึ้น แล้วไม่สามารถรักษาไว้ได้จากเงื่อนไขอันเข้มงวด ที่ตนเองเป็นผู้เสนอเพื่อก่อตั้งสถานี แต่ยังหวังที่จะได้กลับคืน ในเงื่อนไขที่เป็นผลได้แก่ตนมากกว่าที่เคยเป็น อันได้แก่สื่อในเครือ NT

เมื่อสองสื่อ ถือเอานายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นศัตรู ด้วยข้อหาไม่สนอง และขัดความต้องการของตน จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ผู้บริโภคสื่อนี้ จะถูกดำเนินการล้างสมอง เพื่อสร้างกระแสเกลียดชังต่อผู้ถูกยึดถือเป็นปรปักษ์

สิ่งที่ปรากฏ เป็นบทพิสูจน์อย่างดีว่า ความรู้ไม่ได้ทำให้มีความฉลียว หากบริโภคแต่เพียงสื่อสองค่ายนี้ ไม่ว่าจะมีความรู้ระดับไหน ต่างถูกปลุกปั่นล้างสมอง ด้วยการใส่ความข้างเดียวอย่างต่อเนื่อง ในแง่มุมต่างๆ นานา ไปจนแทบหมดสิ้น

เมื่อมีตัวการออกหน้า ปฏิบัติการรุมหมู่ก็เริ่มขึ้น...

กลุ่มอำมาตยาธิปไตย เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มศักดินาธิปไตย โดยที่ทั้งอำมาตยาธิปไตย และศักดินาธิปไตย เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพวก อภิสิทธิ์ชนธิปไตย

คือกลุ่มคนผู้ต้องการระบอบ อภิสิทธิ์ชน-ศักดินา-อำมาตยาธิปไตย

คือระบอบการปกครองที่เป็นของอภิสิทธิ์ชน โดยอภิสิทธิ์ชน เพื่ออภิสิทธิ์ชน เฉพาะกลุ่มของตน อันต้องไม่มีการพัฒนาใดๆ ไปสู่ความเป็นของราษฎร โดยราษฎร เพื่อราษฎร คนส่วนใหญ่ เป็นอันขาด

ต่างก็เข้ารวมหัวกัน เป็นตัวการเบื้องหน้า ผู้สนับสนุน ตัวการเบื้องหลัง และไอ้โม่งในมุมมืด ร่วมมือกันโค่นล้มนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร เพื่อที่จะคงไว้ซึ่งการยึดกุม ควบคุมอำนาจทางการเมือง คงอภิสิทธิ์ กดขี่ เหนือประชาชนธรรมดาปกติทั่วไป และการเกาะสูบเอาผลประโยชน์ต่างๆ แก่ตนไว้ อย่างที่เคยได้เคยเป็นมาอย่างยาวนาน

คือกลุ่มคนเหล่านี้…

- สื่อกรรโชกผลประโยชน์ เรียกหาสินบนตอบแทน การที่สื่อจะเขียนให้การสนับสนุน หรือการที่จะไม่เขียนโจมตี
- ทหาร ที่แสวงผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจ และผลประโยชน์ต่างๆ ของรัฐ
- ผู้หวังตำแหน่ง และผลประโยชน์ทางการเมือง จากการโค่นล้มแย่งชิงอำนาจ
- นักธุรกิจ ที่สนับสนุนอำนาจการเมืองขั้วตรงข้าม
- ข้าราชการ ที่ยึดติด เคยชิน และยังต้องการต่อไป สำหรับการวางตัวเหนือศีรษะประชาชน และการคอรัปชั่น
- พนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่หวั่นเกรงการพัฒนาอย่างโง่เขลา และเห็นแก่ตัว
- นักเล่นการเมือง เพื่อตบทรัพย์นักธุรกิจ ต้องการพลิกขั้วแย่งชิงอำนาจ
- นักการเมืองไดโนเสาร์ พันธุ์ต่อรองผลประโยชน์ที่ถูกจำกัด ลิดรอนบทบาท และอิทธิพล
- นักวิชาการ ที่มีความเกี่ยวพันกับการเมือง หรือมีความสัมพันธ์กับนักการเมือง
- พวกครอบครองมรดกที่ดิน ศักดินา ไม่สร้างสรรค์การงาน รอผู้อื่นสร้างความเจริญเข้ามาให้ (พวกครอบครองมรดกที่ดินศักดินานี้ หวั่นเกรงแนวคิดเก็บภาษีที่ดินจากผู้ที่มีที่ดินจำนวนมหาศาลในครอบครอง)
- ผู้ค้ายาเสพติด
- เจ้ามือหวยเถื่อน
- เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ
- มาเฟียอิทธิพล
- กลุ่มคนอิจฉาริษยา
- ผู้มีความรู้ แต่ไม่มีความเฉลียว บริโภคแต่สื่อข้างเดียว จนถูกล้างสมอง

วิถีที่เคยใช้ในอดีตถูกนำกลับมาใช้อีก
- การใส่ร้ายป้ายสี
- การเลือกความจริงเฉพาะบางด้านมาใช้ ในแง่มุมให้กลายเป็นความจริงอันบิดเบือนจากความจริงทั้งหมด
- การเลือกใช้ข้อเท็จจริงเฉพาะบางส่วนมาใช้ ให้กลายเป็นความจริงที่ขาดแหว่ง ผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงอันครบถ้วน
- สิ่งดีๆ ถูกบอกว่าเป็นสิ่งเลว สิ่งเลว ถูกบอกว่าเป็นสิ่งดี
- สิ่งที่ถูกต้อง ถูกบอกว่าเป็นสิ่งผิด สิ่งผิด ถูกบอกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
- สิ่งที่สมควร ถูกบอกว่าไม่สมควร สิ่งที่ไม่สมควร ถูกบอกว่าสมควร

ตัวอย่างที่ชัดเจนอันหนึ่ง คือการออกหนังสือของเจ้าลัทธิมองต่างมุม ผู้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเก่าแก่(ซึ่งนิยมการใช้วิธีเชิดหุ่นให้เป็นหัวหน้าพรรคบังหน้านักการเมืองฉ้อฉล และเปรียบเทียบพรรคตนเอง เหมือนแมลงสาบ)ที่เข้าใจในความต่างของการมองคนละด้าน ในความต่างของความจริงทั้งหมดกับความจริงบางด้าน และกับความจริงบางส่วน เอามาใช้บิดเบือนใส่ความเพื่อการโค่นล้มทางการเมือง

ASTV ใช้วิธีเลี่ยงกฎระเบียบ ในการแพร่ภาพสัญญาณ ถูกบอกว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การออกหวยบนดิน โดยใช้ระเบียบเฉพาะ ถูกบอกว่าเป็นสิ่งที่ผิด

การโอนหุ้นของทักษิณ ชินวัตร ให้แก่ผู้อื่น ด้วยเจตนาเพื่อปฏิบัติตามกติกาการเมือง ที่ห้ามการถือครองหุ้น ถูกบอกว่าซุกหุ้น แต่การถือหุ้นของ สส.พรรคการเมืองเก่าแก่นิยมเชิดหุ่น ให้เป็นหัวหน้าพรรค และของ สว. สรรหา จัดสรรพรรคพวกกันเองมา ถูกบอกว่าเป็นเรื่องปกติสามัญ

การขายหุ้นของกลุ่มชินฯ ในราคาสูง แก่ต่างชาติ ด้วยเจตนาเพื่อพยายามให้ครอบครัวของตน ปลอดจากธุรกิจให้มากที่สุดของทักษิณ ชินวัตร และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกโจมตีจากกลุ่มคนที่ต้องการโค่นล้ม ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถูกบอกว่าเป็นการขายสมบัติชาติ แต่การขายทรัพย์สิน ยุค ปรส.โดยพรรคการเมืองเก่าแก่ ผู้เปรียบเทียบพรรคตนเองเหมือนแมลงสาบ ในราคาแสนต่ำ แก่ต่างชาติ ทั้งห้ามและกีดกันคนไทยซื้อ ถูกบอกว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาของชาติ และถูกบอกว่ าเป็นการป้องกันคนไทยไม่ให้เสียนิสัยจากการทำธุรกิจขาดทุนแล้วซื้อคืนได้ในราคาถูก (ความจริงแล้ว คนไทยไม่ได้ทำขาดทุนเอง แต่ถูกทำให้ขาดทุน โดยพรรคการเมืองเก่าแก่ผู้เปรียบเทียบพรรคตนเองเหมือนแมลงสาบ วางนโยบายผิดพลาด เปิดช่องทางให้ต่างชาติ แล้วพรรคทานตะวันมาทำให้เกิดจุดอ่อนง่ายต่อการโจมตีของต่างชาติยิ่งขึ้น)

การขายสัมปทานสิทธิในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ และสัมปทานสิทธิในดาวเทียม ไม่ใช่การขายสมบัติชาติ เปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ เหมือนให้เช่าตึก เมื่อหมดเวลา ก็จะต้องกลับคืนมาเป็นของรัฐ ส่วนการขายทรัพย์สิน ยุค ปรส.จึงจะเป็นการขายสมบัติชาติของจริง

การขายหุ้นของกลุ่มชินฯ ซึ่งตามกฏหมายไม่ต้องเสียภาษี ถูกบอกว่าโกงภาษี แต่การจ่ายภาษีส่วนบุคคลของทักษิณ ชินวัตร กว่าสามพันล้านบาท และการจ่ายภาษีจากการทำธุรกิจของกลุ่มชินฯ เกือบแสนล้านบาท ไม่เคยมีการกล่าวถึง แต่การขายหุ้นของกลุ่มสื่อในเครือ MGR และของกลุ่มสื่อในเครือ NT ที่ไม่เคยจ่ายภาษีในทำนองเดียวกัน ไม่เคยมีการกล่าวถึง

การซื้อที่ดินที่ถนนรัชดาภิเษกอย่างเปิดเผย ในราคาสูงกว่าผู้อื่น (772 ล้านบาท)สูงกว่ากลุ่มโนเบิล (750ล้านบาท)สูงกว่าเครือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ (730 ล้านบาท) สูงกว่าต้นทุนของกองทุนฟื้นฟูฯ (107 ล้านบาท)จากเดิมที่ขายไม่ออก ไม่มีใครซื้อ ถูกบอกว่า เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ทั้งๆ ที่กองทุนฟื้นฟูฯ อยู่ใต้กำกับธนาคารแห่งประเทศไทย นอกเหนืออำนาจใดๆ ของนายกรัฐมนตรี แต่การแอบแจกที่ดิน สปก.โดยพรรคการเมืองเก่าแก่ ให้แก่ผู้มีฐานะมั่งคั่งระดับเศรษฐี ถูกบอกว่า เป็นการแจกให้ฟรี ตามสิทธิอันสมควร

การโอนหุ้นของน้องสาวให้แก่พี่ชาย โดยเลือกวิธีการโอนผ่านตลาดหุ้น ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในหลายวิธี ที่สามารถใช้ในการโอนหุ้นได้ โดยที่วิธีการโอนผ่านตลาดหุ้น เป็นวิธีที่เสียภาษีน้อยกว่าวิธีอื่นๆ น้องสาวผู้โอนหุ้นให้พี่ชาย โดยเลือกใช้วิธีโอนผ่านตลาดหุ้น ถูกบอกว่าเลี่ยงภาษี และต้องรับโทษอย่างหนักโดยการจำคุก เพราะเป็นภรรยานายกรัฐมนตรีด้วย แต่การโอนหุ้นของบุคคลทั่วไป ซึ่งรวมถึงกลุ่มเครือญาติมิตรสื่อกรรโชกผลประโยชน์ เครือญาติมิตรของสมาชิกพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนั้น และอาจมีภรรยานายกรัฐมนตรีท่านอื่น ที่ไม่ใช่ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งอาจจะมีเครือญาติมิตรผู้พิจารณาและดำเนินการเกี่ยวกับคดีนี้ สามารถโอนหุ้นผ่านตลาดหุ้นได้ โดยไม่เคยมีกรณีผู้ใดรับโทษจำคุกมาก่อน

ปราบปรามขบวนการค้ายาบ้าอย่างหนัก จนพวกคลั่งยาบ้า จับเด็กหรือจับผู้หญิงเป็นตัวประกัน ที่เคยมีให้เห็นเป็นรายวัน สูญไปหมดสิ้น แต่กลับถูกสื่อตัวการ รวมกับพวกค้ายาบ้า ใส่ความว่า ทำร้ายผู้บริสุทธิ์

ทักษิณ ชินวัตร ถูกลอบสังหารด้วยการวางระเบิดคาร์บอมบ์ แต่สื่อตัวปัญหา กลับพากันบิดเบือนว่า เป็นคาร์บ๊อง ช่วยกลบเกลื่อนให้อาชญากรทมิฬอันชั่วร้าย หวังว่ากรรมของการกระทำนี้ จะได้ตามสนองแก่ผู้กระทำในอนาคตอันใกล้

คนสติวิปลาสทุบทำลายองค์พระพรหม สื่อตัวปัญหา เอามาใช้ใส่ความว่า ทักษิณให้หมอผีเขมรทำพิธีไสยศาสตร์

ถูกกล่าวหาว่า แทรกแซงองค์กรอิสระ แต่ผู้กล่าวหา กลับสนับสนุนทุกวิถีทาง ในการเอาพรรคพวกตนเองและที่เป็นปรปักษ์ต่อทักษิณ ชินวัตร เข้าไปทำหน้าที่องค์กรอิสระ

ศาลผู้พิจาณาตัดสินคดี เป็นผู้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม สมควรแก่การเคารพในคำตัดสินพิพากษา แต่ผู้ที่ถูกจัดสรรมา โดยการเอาพรรคพวกที่ทำตนเป็นปรปักษ์เป็นศัตรูกับทักษิณ มาดำเนินกระบวนการตัดสิน เอาผิดกับทักษิณถูกบอกว่า สมควรแก่การเคารพในคำตัดสินพิพากษาเช่นกัน(ความจริงคือ ต่างกระบวนการ ต่างคณะ ต่างบุคคล ซึ่งต่างกันกับผู้ตัดสิน และกระบวนการตัดสินอย่างยุติธรรม)

ถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียง ถูกให้ใบแดงตลอด แต่อีกฝ่าย ได้แต่ใบเหลืองตลอด

ถูกกล่าวหาว่าทุจริตเลือกตั้ง โดยหลักฐานและพยานน่าเคลือบแคลง ถูกบอกว่า “เชื่อได้ว่ากระทำผิดจริง” แต่อีกฝ่าย ปรากฏหลักฐานและพยานชัดแจ้ง ถูกบอกว่า “เชื่อได้ว่าไม่ได้กระทำผิด”

ถูกยุบพรรค อย่างไม่เลิกรา หาทางจะยุบอีกครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างชวนพิศวง แต่อีกฝ่ายคือพรรคเก่าแก่นั้น ลอยนวลอย่างน่าสนเท่ห์

ดำเนินนโยบายหวยบนดิน แก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาได้อย่างแยบยล แก้ปัญหาหวยใต้ดินอย่างได้ผล จนหวยใต้ดินแทบจะสาบสูญ แก้ปัญหาอิทธิพลมาเฟี ยและอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับหวยใต้ดินได้อย่างลุล่วงก่อรายได้นำไปใช้อุดหนุนการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาส อันจะงอกเงยผลแก่ประเทศอย่างไม่รู้จบ ก่อรายได้นำไปใช้แก่สาธารณะประโยชน์ ป้องกันผู้ไม่รักดี ลุ่มหลงการพนัน ให้มีทางระบายออกอย่างยากที่จะหายนะเช่นการพนันอื่น ให้คนจนได้มีทางผ่อนคลายความทุกข์จากความหวังแม้จะลมๆ แล้งๆ แต่ก็เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของคนที่ไม่สามารถแสวงหาความสุขใส่ตนได้อย่างผู้มีอันจะกิน แต่ผู้ดำเนินนโยบาย กำลังจะถูกดำเนินคดี หาทางเอาโทษอย่างหนัก

จัดรายการชิมไปบ่นไป จะเอาโทษถึงปลดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อย่าได้หลงไปกับเล่ห์เหลี่ยม การพิจารณาตัดสินแบบไม่พิจารณาภาพรวมอันครบถ้วน ไม่พิจารณาความจริงอันครบถ้วน เลือกเอาเฉพาะความจริงบางด้าน ความจริงบางส่วน เอาความบิดเบือนของการมองต่างด้าน ต่างแง่ ต่างมุม เอามาใช้ตัดสิน

กรรมยาตรา ถูกบอกว่าเป็นธรรมยาตรา เคลื่อนพลออกไปก่อกรรมทำเข็ญ ปลุกปั่นก่อความแตกแยกในบ้านเมืองด้วยการบิดเบือน ล่มชาติ ถูกบอกว่าเป็นกู้ชาติ (โปรดพิจารณาความเป็นไปของชาติ ตลอดระยะเวลาของการกระทำการดู)

พันธมิตรหลอกลวงประชาชนเพื่อทำลายประชาธิปไตย ถูกบอกว่าเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

เรียกร้องให้แต่งตั้งนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่พลิกแพง เล่นแง่หาทางให้มีนายกรัฐมนตรีมาจากมาตรา 7

เรียกร้อง และพยายามสร้างเงื่อนไขให้ทหารปฏิวัติ ครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่ยอมรับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง บอกว่า เสียงข้างมากของผลการลงคะแนนเลือกตั้ง ไม่ใช่ประชาธิปไตย เรียกร้องให้มี สว.จากการสรรหา จะเอา สส.จัดตั้งกันเอง 70 ส่วน ให้ประชาชนเลือกตั้งได้ 30 ส่วน

ผลประโยชน์แอบแฝง ของ พธม.สร้างอิทธิพล อำนาจต่อรอง ขู่กรรโชก เรียกผลประโยชน์ ก่อความวุ่นวายให้เกิดความสนใจ เพื่อสร้างข่าวขายในเครือสื่อของตน

ขายผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เช่น จานเดาวเทียม แผ่นซีดี เสื้อ เป็นเงินรายได้เข้ากระเป๋าจำนวนมาก อย่างไม่น่าเชื่อ

รับเงินจากผู้มีส่วนได้เสียในการโค่นล้ม รับเงินจากการหลอกลวงให้บริจาค

หวังว่าในวันข้างหน้า จะมีผู้ค้นข้อกฎหมาย มาลงโทษสื่อที่แอบแฝงกระทำการเยี่ยงนี้ได้

ภาษีที่ใช้ในการพัฒนาประเทศ ใช้ในการจุนเจืออำนวยประโยชน์ให้ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ส่วนใหญ่เป็นภาษีที่ได้มาจากประชากรทางเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ที่จ่ายภาษีผ่านระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิต แต่ถูกบอกว่า เอาภาษีจากชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง มาแจกพวกรากหญ้า

คำพูดที่บอกว่า คนรวยเอาเงินภาษีมาจุนเจือคนจนนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะแท้ที่จริงแล้ว เงินที่นำมาพัฒนาประเทศในแต่ละปี ส่วนใหญ่แล้วมาจากน้ำพักน้ำแรงของคนจน

ที่มารายได้ของรัฐบาลมาจาก
1. กรมสรรพากร
2. กรมสรรพสามิต
3. กรมศุลการกร
4. หน่วยงานอื่นๆ

จากสถิติการจัดเก็บ ตั้งแต่ประเทศไทยมีระบบการเงินการคลังแบบสากลมาแล้วกว่า 50 ปี พบว่า การจัดเก็บภาษีแบบทางอ้อม ได้มากกว่าภาษีทางตรง

ภาษีทางตรง เช่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนมากคนที่มีฐานะ (คนรวย)จะรับภาระมากที่สุด เพราะมีรายได้ตามเกณฑ์จึงต้องเสีย

ส่วนภาษีทางอ้อม เช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีสรรพสามิต คนที่มีฐานะปานกลางถึงจน 80 กว่าเปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นคนเสียภาษี

รายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ออกเดือนมกราคม 2549(แต่เป็นรายงานเศรษฐกิจ 2547 เพราะหน่วยงานต่างๆ ต้องประมวลผลเป็นปี)พบว่า ภาษีทางอ้อมมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 63.8 ของรายรับรัฐบาล ขณะที่ภาษีทางตรง ทั้งภาษีเงินได้จากนิติบุคคล และภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา รวมกันเท่ากับ 34.8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ดังนั้น เมื่อคิดเป็นตัวเงินอันเป็นรายได้ของรัฐบาลในปี 2547 จำนวน 1.1 ล้านล้านบาท เงินที่นำมาพัฒนาประเทศ มาจากภาษีคนจนถึง 6 แสนกว่าล้านบาท ขณะที่เงินจากภาษีคนรวย นำมาพัฒนาประเทศเพียง 3 แสนกว่าล้านเท่านั้น

เมื่อ ปี พศ.2547 เงินที่นำมาพัฒนาประเทศ มาจากภาษีคนจน 6 แสนกว่าล้านบาท เงินที่นำมาพัฒนาประเทศ มาจากภาษีคนรวย 3 แสนกว่าล้านบาท

การโกหกหลอกลวงว่า เอาภาษีของชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง ไปแจกรากหญ้านี้ ได้ผลอย่างร้ายแรง และชั่วร้ายยิ่ง ก่อเกิดความชิงชัง รังเกียจ เคียดแค้น แตกแยกของคนในชาติอย่างรุนแรง สร้างความเกลียดชังให้เกิดในหมู่คนจำนวนมาก ต่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อย่างโง่เขลาและเห็นแก่ตัว

ตัวอย่างหนึ่งของผู้เป็นเหยื่อ สำคัญตนผิดอย่างมหันต์ในภาษีที่จุนเจือตน ดูได้จากบทความของนายตลกตู้ ที่เขียนส่งให้บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์มติชน เมื่อเดือนสิงหาคม 2551 (ดู ลิงก์ )

หนึ่งคำก็กุลี สองคำก็จัณฑาล

นายตลกตู้ ควรดูอุทาหรณ์จากประเทศเพื่อนบ้าน ที่นับวัน ความเหี่ยวเฉาเสื่อมโทรมของประชาชน มีแต่จะเแผ่ขยายแวดวงเพิ่มขึ้นออกไปอย่างกว้างขวาง แต่อภิสิทธิ์ชนงวดน้อยลง เหลือเพียงไม่กี่หยิบมือ แต่กดขี่อยู่บนคนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของประเทศ แต่กดขี่อยู่บนคนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของชาติบ้านเมือง

หากประเทศไทยเป็นเช่นนั้น สักวันหนึ่ง นายตลกตู้ หรือทายาทรุ่นหลัง ก็จะหนีไม่พ้นชะตากรรม กุลีและจัณฑาล

ภาษีที่อุดหนุนจุนเจือนายตลกตู้ให้เรียนถึงมหาวิทยาลัย เป็นภาษีที่ส่วนใหญ่มาจากชนชั้นรากหญ้า ถ้ายังสงสัย ขอให้ย้อนกลับไปอ่านข้างบนดู

การเกื้อหนุนให้ชนชั้นรากหญ้า มีกำลังประกอบอาชีพ สามารถจับจ่ายใช้สอย เป็นผลให้ชนชั้นทางเศรษฐกิจที่อยู่สูงขึ้นไป ยิ่งมีรายได้มากกว่าเป็นทบเท่าทวี เพราะว่าเงินที่จับจ่ายใช้สอยโดยจำนวนมากของประชากรระดับรากหญ้า หมุนเวียนขึ้นไปสู่จำนวนน้อยของประชากรระดับสูงกว่า

เพราะว่า รายได้ที่หมุนเวียนขึ้นไป เริ่มจาก ทำนองนี้
- ประชากรระดับรากหญ้า 8 คน
- ประชากรระดับพนักงาน 4 คน
- ประชากรระดับบริษัทห้างร้านทั่วไป 2 คน
- ประชากรระดับเจ้าของกิจการใหญ่ 1 คน

ไม่มีชีวิตใด ไม่พึ่งพาอาศัยกัน แต่ชนชั้นรากหญ้ายังจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แม้ปราศจากชนชั้นที่สูงกว่า แต่ชนชั้นที่สูงกว่า จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยไม่พึ่งพิงชนชั้นรากหญ้า

คุณตลกตู้ คุณกำลังเนรคุณผู้มีพระคุณอย่างไม่รู้สำนึกตัวอยู่หรือไม่

นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค อีกหนึ่งความเข้าใจผิดของชนชั้นมันสมอง ที่ก่ออคติต่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรกลุ่มคนในวิชาชีพแพทย์จำนวนไม่น้อย ต่อต้านทักษิณ ชินวัตร จากความกังวลในสวัสดิภาพรายได้ของตน แท้จริงแล้ว นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค กลับจะทำให้ สถานะรายได้ของแพทย์ยกระดับยิ่งขึ้น เพราะจะเกิดการแบ่งแยกชัดเจน ระหว่างผู้ต้องพึ่งพิงการสงเคราะห์เอื้ออาทรจากสังคม ให้ยืนหยัดสู้ชีวิตได้ต่อไป ซึ่งจะได้รับแต่เพียงเท่าที่จำเป็น จะไม่เกินไปกว่านั้น แยกออกจากผู้มีกำลังทรัพย์ที่ต้องการยิ่งกว่านั้น ดีกว่า เหนือกว่า มากกว่านั้น

โขลงช้างนั้นแข็งแกร่ง เพราะต่างพึ่งพิง ปกป้องและช่วยเหลือกัน ไม่เหมือนฝูงสมัน ที่ตัวใครตัวมัน มีแต่จะถูกจับกินเป็นเหยื่อไปทีละตัว

กุศลใดที่บทความนี้จะทำให้แพทย์ทั้งหลายเข้าใจความจริงที่จะเป็นไป ขอกุศลนั้นจงมีแก่แพทย์ท่านทั้งหลายนั้น

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ ยังคงเป็นเจ้าของกิจการ สามารถออกหุ้นเพิ่มทุน เพื่อเอาเงินมาลงทุนขยายกิจการ ไม่ต้องกู้เงินมาลงทุน ไม่ต้องแบกรับดอกเบี้ยเงินกู้ ไม่ต้องแบกรับภาระต้องใช้คืนเงินกู้ (ถ้ากู้เงินมาแล้วขาดทุน อาจถูกฟ้องร้องยึดทรัพย์ของกิจการอีกต่างหาก) มีกำไรแล้วจะจ่ายปันผลมากน้อยเท่าไรก็ได้ แล้วแต่จะพิจารณา หากขาดทุนก็ไม่ต้องจ่ายปันผล

ทหารจะเข้ามาเกาะกิน ไม่ค่อยสะดวกเหมือนรัฐวิสาหกิจ เพราะมีสายตาผู้ถือหุ้นจับจ้องอยู่ ผู้บริหารมีแรงจูงใจสร้างผลงานให้ปรากฏแก่ผู้ถือหุ้น ทำให้ผู้บริหารพยายามสร้างกิจการให้เติบโตงอกงาม แต่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กลับถูกบอกว่า เป็นการจะขายสมบัติชาติ

กลุ่มธุรกิจต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากทักษิณ ชินวัตร เข้าบริหารประเทศ มูลค่าธุรกิจต่างเติบโตขึ้น 2 ถึง 6 เท่า เป็นส่วนใหญ่ จากราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น

มูลค่าธุรกิจของกลุ่มปูนซีเมนต์ไทย กลุ่ม ปตท. กลุ่ม ทีพีไอ เติบโตขึ้น 5-6 เท่า

มูลค่าธุรกิจในระดับยอดหญ้าต่างเติบโตขึ้น รวมถึงมูลค่าธุรกิจของครอบครัวชินวัตร ที่เติบโตขึ้นประมาณ 2.6 เท่า
ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นเป็นเจ็ดหมื่นกว่าล้านบาทของกลุ่มชินวัตร เป็นเรื่องปกติ และไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายแต่อย่างใดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ แต่การหลอกลวงแต่เพียงว่า เพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้าน น่าจะมาจากการโกงนั้น ง่ายต่อการหลอกให้เชื่อ ง่ายต่อการสร้างความอิจฉาริษยา เคียดแค้น ชิงชัง ให้เกิดขึ้นแก่ผู้ถูกยุยงปลุกปั่น

เล่ห์กระเท่ห์ของกลุ่มรวมหัวโค่นล้มทักษิณ ชินวัตร ที่ออกระเบียบค่าสินบน 25 เปอร์เซ็นต์ ของทรัพย์สินของทักษิณที่ยึดมา คือหางที่โผล่ ออกระเบียบปิดบัง ไม่เผยตัวผู้ได้รับสินบนว่าเป็นใคร สุดท้ายก็จะมีการหาทางเอาทรัพย์สินที่ยึดได้ ผ่องถ่ายแจกจ่ายกัน

ช่องทางปล้นทรัพย์นี้ จะไม่ถูกปล่อยมืออย่างแน่นอน เพียงแต่จะหาทางให้ดูแนบเนียน มัดมือชก ไม่เห็นพิรุธ จับผิดไม่ได้ อย่างไรเท่านั้น

ธรณีแห่งประชาชนทั้งหลายนี้ เป็นพยาน สักวันหนึ่ง ขอให้กรรมตามสนองผู้กระทำอย่างสาสม

การแจกจ่ายตำแหน่งทางการเมือง อาทิ ตำแหน่ง สว.สรรหา ตำแหน่งในองค์กรอิสระ กรรมการในรัฐวิสาหกิจ ที่มีค่าตอบแทนสารพัด แท้จริง คือการรุมทึ้งผลประโชน์พร้อมไปกับการกวาดล้าง ทำลายฝ่ายตรงข้าม ยังมีการกระทำปล้นผลประโยชน์อีกหลายทาง ของกลุ่มผู้รวมหัว และจะยังมีอีกต่อๆ ไป

เพียงพิจารณาเศรษฐกิจที่พลิกฟื้น ในสมัยทักษิณจากภาวะวิกฤต พิจารณาเล่ห์ร้ายของสื่อตัวการ ที่ว่าจะต่อสู้กับทักษิณ เพื่อผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทำมารยาสาไถย ประหนึ่งว่า ทักษิณอยู่ตรงข้ามกับความจงรักผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทย เพื่อให้เกิดความเกลียดชังต่อทักษิณ วิญญูชนซึ่งไม่มีเหตุผลอันเป็นวาระซ่อนเร้น ย่อมสำเหนียกอะไรบางอย่างได้

การต่อสู้ระหว่างระบอบ อภิสิทธิ์ชน-ศักดินา-อำมาตยาธิปไตย กับระบอบราษฎรธิปไตย

การต่อสู้ของสองระบอบในระบอบประชาธิปไตย เพื่อพิสูจน์ความเป็นแก่นแท้อันถูกต้องเหมาะสมดีงาม มันยังไม่จบมันจะมีตอนต่อไป

อำนาจอธิปไตยควรจะเป็นของใคร

ของอภิสิทธิ์ชน โดยอภิสิทธิ์ชน เพื่ออภิสิทธิ์ชน คนส่วนน้อยของประเทศ

หรือ ของราษฎร โดยราษฎร เพื่อราษฎร คนส่วนใหญ่ของประเทศ

โดย คุณ วษณ
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
24 สิงหาคม 2551

ได้เวลาการเมืองเสียงข้างมาก ปรับยุทธศาสตร์ใหม่






• บทเรียนของ พรรคไทยรักไทย ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค กระทั่งล่าสุด พรรคพลังประชาชน ที่มี สมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค น่าจะได้ ข้อสรุปแล้วว่า ยุทธศาสตร์การเมืองแบบ รวมศูนย์ อำนาจ ไว้ที่พรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ได้กลายเป็นเรื่องที่ เสี่ยงอันตรายอย่างมากในเมืองไทย

• ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการ แตกตัว ของพรรคการเมืองใหญ่ที่ตกเป็นเป้าทำลายล้างจากศัตรูทางการเมืองมาโดยตลอด “เห่าไฟ” เชื่อว่า พรรคพลังประชาชน จะมีการแยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองไม่ต่ำกว่า 2 พรรค แม้ผิวเผินจะดูเหมือนแต่ละก๊กแตกคอกัน แต่แท้จริงแล้ว การเมืองไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร หากมีใครบางคนสามารถ บริหารจัดการ แต่ละก๊กที่แยกไปอยู่แต่ละพรรคให้กลับมาร่วมมือกัน ได้อีก คนคนนั้นก็จะกลับมา ครองอำนาจ ในรูปแบบใหม่อีกครั้ง

• หลายคนที่ไม่ชอบหน้า อดีตนายกฯทักษิณ ได้ยินเช่นนี้ คงเป็นเดือดเป็นแค้นจนอกแทบระเบิด แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะนั่นคือ ความเป็นจริง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

• เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนจำนวนมากที่ชื่นชอบการทำงานฉับไว เห็นผลเป็นรูปธรรม ของ อดีตนายกฯทักษิณ ก็เลยบันทึกความทรงจำในช่วงที่ รัฐบาลทักษิณ บริหารประเทศเอาไว้เป็นต้นแบบในการเปรียบเทียบกับรัฐบาลอื่นๆ ถ้าตราบใดที่ยังไม่มีรัฐบาลที่ดีกว่ารัฐบาลทักษิณเกิดขึ้น อดีตนายกฯทักษิณ ก็จะกลายเป็น บุคคลที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองของเมืองไทยไปตลอดกาล

• จริงๆแล้ว ประเทศไทยอะไรๆก็ดีหมด ยกเว้นอย่างเดียว นั่นก็คือ คนไทยชอบทำลายกันเอง เห็นใครเด่นใครดังเกินหน้าไม่ได้ ต้องหาทางใส่ร้ายป้ายสี กระทืบให้จมดิน แต่ถามว่า หลังจากทำลายคนเก่งไปแล้ว มีการหาคนที่เก่งกว่ามาทดแทนหรือไม่ คำตอบก็คือ เปล่าเลย บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ช่างหัวมัน คนจนก็จนต่อไป อย่าได้ลืมตาอ้าปากอีกเลยชาตินี้

• และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่า ทำไมเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง พรรคการเมืองที่ อดีตนายกฯทักษิณ ให้การสนับสนุนจึงชนะเลือกตั้งทุกที ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูบ้างเป็นไร ประชาชนที่ยากจนข้นแค้นในชนบท ถูกทอดทิ้งมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งทุกยุค รวมทั้ง ระบบราชการ ไม่เคยสนใจไยดี ไม่เคยเห็นคุณค่า ปล่อยให้พวกเขาใช้ชีวิตไปตามยถากรรมมาโดยตลอด

• แต่หลังจาก รัฐบาลทักษิณ ประกาศนโยบายช่วยเหลือคนยากจนเหล่านี้อย่างจริงจัง ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป “เห่าไฟ” หยิบยกเรื่องนี้มาพูด ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะอยู่นอกประเทศ แต่ก็ยัง ชี้นำการเมือง ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตาม แต่อดีตผู้นำประเทศคนนี้ ก็จะยังเป็น ตัวแปรที่สำคัญ ทางการเมืองอยู่ต่อไป

• ด้วยเหตุนี้ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน จึงตกอยู่ในภาวะที่ทำงานอย่างยากลำบากที่สุด เพราะต้องคอยประสาน ขุมพลังอำนาจทุกขั้วในบ้านเมือง ไม่ให้เกิดการปะทะขั้นแตกหัก หลายคนไม่เข้าใจ สมัคร ต่างโจมตีด่าทอสาดเสียเทเสีย แต่หารู้ไม่ว่า ถ้าไม่มี สมัคร คอยวิ่งประสานให้ทุกขุมพลังอำนาจลดความร้อนแรงลง รับรอง ป่านนี้บ้านเมืองคง ลุกเป็นไฟเลือดนองแผ่นดินไปนานแล้ว

• ตอนนี้ “เห่าไฟ” กำลังติดตามดูว่า สงครามเย็นทางการเมืองที่เกิดขึ้น จะเป็นอย่างไร ต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะจะมีบุคคลสำคัญของบ้านเมืองนำเสนอ ทางแก้ที่ชาญฉลาด เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่าง ตรงหน้า ล้วนไม่มีอยู่ในตำรารัฐศาสตร์ ต้องติดตามกันสดๆจากสถานการณ์จริงเท่านั้น

• ถกกันเรื่องการฟ้องอายัดทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กันบ้าง เรื่องนี้ “เห่าไฟ” เห็นด้วยว่า ทุกอย่างต้องว่าไปตามกฎหมายบ้านเมือง แต่ทุกคนก็มีสิทธิ ตั้งคำถาม กับ กระบวนการยุติธรรม ที่มีต้นกำเนิดมาจาก คณะปฏิวัติ ได้เช่นกันว่า ทุกสิ่งที่ทำลงไปนั้น เป็นไปตาม หลักนิติธรรม หรือไม่

• ข้อแรกที่เห็นกันชัดๆ ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้ามาเล่นการเมือง หรือก่อนเป็นนายกฯ ทุกคนในบ้านเมืองต่างก็รู้กันดีว่า พ.ต.ท. ทักษิณ มีทรัพย์สินหลายหมื่นล้านอยู่ ก่อนแล้ว ฉะนั้น การกล่าวหาว่า ร่ำรวยผิดปกติ เพื่อยึดทรัพย์สินทั้งหมด 7.6 หมื่นล้านบาท จึงมีคำถามตามมาว่า ได้มีการ แยกแยะ ทรัพย์สินออกให้ชัดเจนหรือไม่ว่า ทรัพย์สินใดได้มาก่อนหรือหลังดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะทรัพย์สินที่ได้มาก่อนนั้น ต้องถือว่า สุจริต หากไปยึดหรืออายัด ก็อาจมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมเกิดขึ้น

• หากถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรถูกตรวจ สอบหรือไม่ คำตอบก็คือ ควรตรวจสอบเป็นอย่างยิ่ง แต่ต้องไม่มากหรือน้อยไปกว่าอดีตนายกฯคนอื่นๆทุกคน กระบวนการก็ต้องใช้กระบวนการเดียวกัน ไม่ใช่ไปตั้ง กลไกพิเศษ ขึ้นมาตรวจสอบเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นการกระทำที่ ผิดแผกแตกต่างไปจากการตรวจสอบ อดีตผู้นำประเทศ ที่เคยประพฤติปฏิบัติกันมา

• “เห่าไฟ” ตั้งคำถามเอาไว้ตรงนี้ เพื่อต้องการค้นหา บรรทัดฐานเดียวกัน หรือ มาตรฐานเดียวกัน ในการปฏิบัติต่อ ผู้นำประเทศไทยทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงความยุติธรรมของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายบ้านเมือง ซึ่งจะนำไปสู่ ความศักดิ์สิทธิ์ หรือ ไร้ความศักดิ์สิทธิ์ได้ในที่สุด

โดย คุณ เห่าไฟ
ที่มา เวบไซต์ ไทยรัฐ
24 สิงหาคม 2551

คนไทยในอังกฤษร่วมพัน ต้อนรับทักษิณอบอุ่น ร่วมเชียร์เรือใบถล่มเวสต์แฮม3-0






















คนไทยในอังกฤษร่วมพัน ต้อนรับทักษิณสุดอบอุ่น ร่วมเชียร์เรือใบสีฟ้าถล่มเวสต์แฮม3-0 อดีตนายกรัฐมนตรีเปิดใจครบรอบ2ปีเหตุการณ์รอดตายจากคาร์บอมบ์ เมื่อสังหารไม่สำเร็จก็จบลงด้วยรัฐประหาร19กันยาฯ พ้อทุ่มเทพัฒนาประเทศชาติแล้วเต็มที่ ผลตอบแทนคือต้องมาลี้ภัยในต่างแดน แต่ซาบซึ้งใจที่คนไทยในสหราชอาณาจักรต้อนรับให้กำลังใจ



โดย คุณวัฒนา แอบเบจช์
รายงานตรงจากอังกฤษ
25 สิงหาคม 2551

คุณ วัฒนา เอ็บเบจช์ ประธานกลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร รายงานว่า ในเกมการแข่งขันระหว่างทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ กับเวสต์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของทีมเรือใบสีฟ้า3ต่อ0นั้น นัดนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสโมสรแมนซิตี้ได้เดินทางมาร่วมเชียร์ทีมด้วย

ในโอกาสนี้คนไทยทุกภาคส่วนจากหลากหลาย สาขา อาชีพ จำนวน กว่าพันคนในสหรราชอาณาจักร ภายใต้การประสานงานของ
กลุ่มคนไทยรักประชาธิปในสหราชอาณาจักร นำโดย คุณ วัฒนา เอ็บเบจช์ ต่างหลั่งไหลเข้ามายังสนามฟุตบอล แมนเชสเตอร์ซิตี้ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2551 เพื่อมาร่วมให้กำลังใจ และ ต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรี และ ครอบครัว สู่สหราชอาณาจักร และ
เข้าร่วมชมฟุตบอล ระหว่าง แมนเชสเตอร์ซิตี้ และ เวสต์แฮมยูไนเต็ด

"งานนี้ขอบอกได้เลยว่าปลื้มใจแทน ท่านอดีตนายกฯทักษิณ คนดีอย่างท่าน ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลก ชาวไทย และ ต่างประเทศ ยังยินดีต้อนรับ และ เป็นกำลังใจ ท่านเป็น นายกรัฐมนตรี ในดวงใจ ชาวไทย ตลอดกาล"คุณวัฒนารายงานบรรยากาศ

ทั้งนี้อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้(24สิงหาคม)เป็นวันครบรอบ2ปี เหตุการณ์ที่รอดตายจากการลอบสังหารคาร์บอมบ์ เมื่อ2ปีที่แล้ว และเมื่อสังหารไม่สำเร็จก็ตามมาด้วยการทำรัฐประหาร19กันยายน2549 ขอยืนยันว่าได้ทำหน้าที่พัฒนาประเทศอย่างเต็มที่แล้ว แต่ผลที่ได้รับต้องได้หลบลี้ภัยมาอยู่ต่างแดน ซึ่งมันไม่เป็นธรรมสำหรับตัวผมเลย แต่ก็ยังดีใจที่ชาวไทยในสหราชอาณาจักร ยังมาให้กำลังใจผมและครอบครัวอย่างมากมาย

นายกทักษิณ แถลง ผ่าน www.clubthaksin.com














ขอขอบคุณ...www.clubthaksin.com...เอื้อเฟื้อ ข้อมูล

Save Thaksin Save Democracy





สวัสดีครับ....เก็บมาฝาก ตอนพิเศษ ทีมงาน ชมรมคนคิดถึงทักษิณ หรือ ClubThaksin.com ได้ จัดทำ โครงการ รักษา...คนดี รักษา...ประชาธิปไตย และ จัดให้มีการแถลงข่าว เมื่อวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2551 โดยทางชมรมฯได้ ออก แถลงการณ์แสดงเจตนารมณ์ ของ “ชมรมคนคิดถึงทักษิณ” “รักษา...คนดี รักษา...ประชาธิปไตย” โดย ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมลงนามเพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน ในการปกป้องและรักษาคนดีที่ชื่อ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมทั้งครอบครัวของท่าน จากความไม่ชอบธรรม ของกระบวนการที่ถูกกำหนดภายใต้อิทธิพล และการครอบงำที่มาจากการรัฐประหาร และเพื่อเรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบทุกคน ได้คืนประชาธิปไตยที่แท้จริง อันเป็นของปวงชนชาวไทย ให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด โดยโครงการนี้จะรวมรวบรายชื่อ ให้ได้ 100,000 รายชื่อ ภายใน 3 เดือน และ จะรวบรวมให้ได้ เป็น ล้านรายชื่อ นอกจากนี้ ยังเปิดตัว วรสาร “รักษา...คนดี รักษา...ประชาธิปไตย” ซึ่งจะออกเป็นรายปักษ์ และ รณณรงค์ เรื่องการส่งไปรษณีย์บัตร Save Thaksin Save Democracy ไปที่ สถานฑูต อังกฤษ ประจำประเทศไทย เลขที่ 14 ถนน วิทยุ ลุมพีนี ปทุมวัน กทม 10330 และเขียนว่า Please Save Thaksin ช่วยกัน บอก ดังๆ ให้ได้ยินไปถึง รัฐบาลอังกฤษ เลยครับ ให้ นายกในดวงใจตลอดกาล รู้ว่า เรายังเคียงข้างท่านเสมอ ให้เผด็จการอำมาตยา รู้ว่า ประชาธิปไตย ไม่มีทางพ่ายแพ้ ให้เห็นถึงพลังอันบริสุทธิ์ของประชาชนว่า ไม่ว่าท่านและครอบครัวรวมถึงพวกเราจะถูกรังแกมากมายสักเพียงใด

แต่พวกเราจะไม่ทอดทิ้งกัน เราจะร่วมกัน ดูแล ปกป้องและ“รักษา...คนดี รักษา...ประชาธิปไตย” โดยทางชมรม ได้ จัด กิจกรรม กับ โครงการนี้ ครั้งแรก ที่ สวนจตุจักร เยื้อง ตลาด อตก. ตรงสถานีรถไฟใต้ดิน กำแพงเพชร1 ในวันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม 2551 ตั้งแต่ 9.00น.-17.00น. พอมาถึงวันงาน ผมมาถึง ประมาณ 8.50น. ทีมงานของเรา สมาชิก คุณ londoneye ล่วงหน้ามาถึงก่อนก็จัดเครื่องเสียง จัดเต๊นท์ กางเต๊นท์ สุดยอดมากเลยครับ ในวันนั้นบอลลูนรูปการ์ตูนซึ่งเป็นรูปนายกในดวงใจ ก็เป็นที่สะดุดตา ครับ ตั้งแต่ครั้งเมื่อตอนที่พวกเราไป รับท่านที่ สุวรรณภูมิ นอกจากนี้ เรามี Backdrop โครงการ รักษา...คนดี รักษา...ประชาธิปไตย และ ยังมี จดหมายน้อยถึงนายกในดวงใจ... เป็น Backdrop ขนาดใหญ่ มีรูปสัญญาลักษณ์ ชมรมซึ่งเป็น รูปนายกในดวงใจ เป็นรูปการ์ตูน ด้านบนมีอักษร ว่า รักษา...คนดี รักษา...ประชาธิปไตย และ มีรูปถ่าย ท่านนายกในดวงใจ ถ่ายรูปกับ พี่ น้อง ประชาชน สมาชิก ชมรมคนคิดถึงทักษิณ มากมาย ซึ่ง เป็นภาพ ตอนที่ พวกเรา ชมรมคนคิดถึงทักษิณ ไป ร่วมอวยพร วันเกิด ท่าน เมื่อ 25 กรกฏาคม ที่ ผ่านมา ที่อาคาร ชินวัตร3 เป็นรูปถ่ายของทุกคนที่ไปในงานวันนั้น ที่ถ่ายคู่กับท่าน และ ทำช่องเล็กๆ ไว้ให้ พี่ น้อง ประชาชน เขียนข้อความ แทนความรัก ความห่วงใย ให้กำลังใจท่าน ซึ่ง ก็มี พ่อ แม่ พี่ น้อง ประชาชน สมาชิก ร่วมฝากความคิดถึง ความห่วงใย บน Backdrop ( จดหมายน้อย ) ขนาดใหญ่ มากมายครับ สมาชิก อาสาสมัครของ ชมรมฯ น่ารักมากครับ มาช่วยกันตั้งแต่เช้า มีประชาชน หลั่งไหลมากันอย่างไม่ขาดสาย ต่อแถวกัน เพื่อ ร่วมลงชื่อ แสดงเจตนารมณ์ ในการ รักษาคนดี รักษาประชาธิปไตยกัน อย่างเนื่องแน่น ครับ

สื่อสารมวลชน ทุกแขนงให้ความสนใจมาทำข่าวกันมากมายครับ เหลือบไปเห็นท่านประธานชมรมฯ คุณ อัมรินทร์ ผจญยุทธ กำลัง ให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชน อยู่ครับ พี่ สหายแสงจันทร์ ก็ ถ่ายรูปและทำงาน จิปาถะ สารพัดครับ คุณ โบโบ้ คุณจันทร์ส่องหล้า และภรรยาท่านประธานชมรมฯ ก็ช่วยกัน กรอกรายชื่อประชาชนที่ ร่วมลงชื่อในหนังสือแสดง เจตนารมณ์ กับ โครงการ รักษา...คนดี รักษา...ประชาธิปไตย เฮียวันชัย ก็มาถ่าย วีดีโอ ให้ครับ ส่วน สมาชิกใหม่ล่าสุดอีกคน คุณ พิชิตมาร ก็ ดูเรื่องเครื่องเสียง ถ่าย วีดีโอ ดูแลการถ่ายทอด วิทยุอินเตอร์เนท สมาชิกอาสาสมัคร อีกหลายๆท่าน ก็ช่วยกันครับ ทำธงกระดาษ มีสัญญาลักษณ์ ของ โครงการฯ สัญญลักษณ์ของชมรมฯ และอีกมากมาย ที่ไม่ได้เอ่ยถึง เช่น พี่มน พี่ศรี พี่ดา พี่ปุ๊กจรัญ35 ป้าเล็ก วอเรส คุณเรียบร้อย คุณ รำเพย คุณลำปาง คุณลูกเตี่ย คุณ โกวิทย์ พี่ยิ้ม และ อีกมากมาย ที่ทุ่มเท แรงกายแรงใจ ร่วมกัน ทำโครงการ รักษา...คนดี ครับ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ประชาชน เริ่ม ถยอยกันมาเรื่อยๆ ร่วมลงชื่อ แล้วก็ไป ดู กิจกรรมต่างๆ ในโครงการฯของ ชมรมฯ บางส่วนมาขอรับ วรสาร รักษาคนดี ซึ่งเราต้องติดอาวุธ ทางปัญญาครับ ( อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร คงต้องหามาอ่านกันนะครับ กับ วรสาร รักษา คนดี ) ประชาชนบางท่านก็ มาซื้อเสื้อของ ชมรมฯ ซึ่งเราเตรียมมา ไม่กี่ ร้อย ตัว เพียงแค่ 11 โมงเศษๆเสื้อก็หมดแล้วครับ ซึ่งก็มีพี่ น้อง หลายท่าน บ่น กันว่า อยากได้ ทำไมเตรียมมาน้อยจัง

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งซึ่งคนสนใจกันมากๆ คือ ไปรษณียบัตร Please Save Thaksin ซึ่งเราเตรียมไปเป็นหมื่น ก็ ขายจนหมดเลยครับ บรรยากาศ อบอวน ไปด้วยความรัก ความห่วงใย ความคิดถึง คลอไปด้วยเสียงเพลง ที่ พวกเราฟังเราก็จะ คิดถึงท่าน เสมอครับ เพลง โปรดดูแล รักษาคนดี ของ ตั๊กแตน ชลลดา ( อย่าลืมไปอุดหนุน ตั๊กแตน ด้วยนะครับ ) คนถยอยกันมาเรื่อยๆ สลับสับเปลี่ยน หมุนเวียน ตลอดทั้งวัน ถึงแดด ร้อน มาก แต่ พวกเราก็สู้กันไม่ถอย อีกกิจกรรมหนึ่ง ที่เราทำกันก็คือ การให้ข้อมูลประชาชน ในด้านที่ถูกบิดเบือน และ ไม่ได้มีการ นำเสนอ ผ่านสื่อ (หรือสื่อ ไม่นำเสนอ ) เช่น การอายัดทรัพย์ 7.6หมื่นล้าน เป็นการ อายัดทรัพย์ ที่ไม่เป็นธรรม มีการพูดจากว้างขวางในประเทศและโดยเฉพาะต่างประเทศ ถึงแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ขอลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ประเทศอังกฤษ โดยทิ้งระเบิดลูกเบ้อเริ่มในความไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อถือ “กระบวนการยุติธรรม” ของประเทศไทย ข้อพิสูจน์สำคัญนั้นคือการอำนาจของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่ทำการ อายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร 7.6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการไล่ยึดทุกบัญชี โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนในการกระทำผิดในทรัพย์ก้อนนี้เป็นเงินส่วนใดที่ทุจริต เงินส่วนใดที่เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบ

ซึ่ง คุณ รำเพย และ ผม pocket เราได้ พูดคุยกัน ในหลายประเด็น ให้ข้อมูล อีกด้าน และได้พูดถึง โครงการต่างๆที่ นายกในดวงใจ ได้ทำไว้ ไม่ว่า จะเป็น โครงการ 30 บาท ธนาคารประชาชน OTOP นโยบาย ปราบปรามยาเสพติด ปราบปราม ผู้มีอิทธิพล หวยใต้ดิน และ อื่นๆอีกมากมาย สลับสับเปลี่ยน กับการ ประมูลรูปภาพโปรเตอร์ รูปนายกในดวงใจในอิริยบท ต่างๆ (ต้อง ขอ ขอบคุณ พี่ มน ดินแดง ที่ บริจาครูปให้เราประมูล จำนวน 5รูป รายได้เข้า ชมรมฯ ไว้เพื่อทำกิจกรรม โครงการรักษาคนดี รักษาประชาธิปไตย ขอบคุณครับ ) ระหว่างนั้น ก็ ได้รับแจ้งว่า มีผู้บริจาค กระเพาะปลา , ไอศกรีม ต้องขอขอบคุณ พี่เปีย จากพญาไท ได้ให้ความอนุเคราะห์ กระเพาะปลา 1 หม้อ ไอศครีม 1 ถัง และ พี่อำพัน ได้ให้ความอนุเคราะห์ ไอศครีม 1 ถัง และ มี พี่อีกท่าน (จำชื่อไม่ได้ )ที่ได้ อนุเคราะห์ กระเพาะปลาอีก 1 หม้อ... พี่อีกท่าน (จำชื่อไม่ได้) ซื้อกาแฟ มาฝาก 20 แก้ว มีพี่อีกท่านนึง บริจาค น้ำดื่ม พี่ๆ เหล่านี้ เห็น พวกเรา กล้ารัก กล้าคิดถึง กล้าแสดงออก ถึงความห่วงใย ความศรัทธา ที่มี ต่อ นายกในดวงใจ พี่ๆเหล่า ก็คงอยากให้กำลังใจพวกเรา ต้องขอขอบคุณ ทุกๆท่านเลยนะครับ

หลังจากนั้นสื่อมวลชน ก็มาขอสัมภาษณ์ผม pocket ในฐานะ เลขาฯของชมรมฯ และ ได้ขอความร่วมมือถ่ายรูป ผมและสมาชิกและ พี่ น้อง ประชาชน โดยขอให้ไป ยืน ที่ Backdrop รักษา...คนดี รักษา...ประชาธิปไตย ซึ่งทางชมรมฯ ก็ให้ความร่วมมือครับ ทุกคนถ่ายรูป โบกธง ของชมรมฯ และ ตะโกน ว่า เรารัก...ทักษิณ คิดถึง...ทักษิณ และ เราก็ร่วมกัน ร้องเพลง โปรดดูแล รักษาคนดี ร้องกันสดๆ เลยครับ ร้องกัน หลายๆรอบ ร้องกันเป็นช่วงๆครับ...หลังจากนั้น ช่วง บ่าย เรา ก็ ออกไป จรยุทธ แบ่งทีมกัน กระจาย กันไป รณณรงค์ หา แนวร่วม รักษาคนดี รักษาประชาธิปไตย เรา ขอ อาสาสมัคร ซึ่ง ก็ได้รับ ความร่วมมือ จาก พี่ น้อง ประชาชน และ เพื่อนสมาชิก ที่ มาร่วมกิจกรรม ประมาณ 40 คน หลังจากนั้น พวกเรา ก็ตั้งแถวเดินหน้ากระดานเรียง 4 เข้าไป ในสวน จตุจักร ถือ แบบฟอร์ม หนังสือแสดงเจตนารมณ์ รักษาคนดี รักษาประชาธิปไตย ไป รณณรงค์ หา แนวร่วม ซึ่ง ก็เป็นที่ ตอบรับ อย่างดีครับกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ มีเพียงส่วนน้อยครับ ที่ ตะโกน ต่อว่า นายกในดวงใจ พี่ น้อง ประชาชน และ เพื่อนสมาชิก อาสาสมัครที่ไปด้วยกัน ต้อง อดทน กับ ผู้ป่วย ที่เสพสารพิษ จาก ASTV และ เครือยข่าย พันธมาร เอ๊ย พันธมิตรฯ ช่างไร้เหตุ สิ้นดี พวกเราเดิน เข้าไป รณรงค์ อย่างสันติ ประชาชนส่วนใหญ่ ก็ให้การตอบรับดี แต่ มีพ่อค้า อยู่ คนหนึ่ง มาตะโกนว่า ทักษิณ ออกไป.... ( ก่อน ออกไป จรยุทธ ผมได้แจ้งกับ พี่ น้อง อาสาสมัคร แล้วว่า ถ้า เจอการ ยั่วยุ ต้องอดทน เพื่อ นายกในดวงใจ นะ ซึ่งทุกคนก็รับปาก นะครับ ) แต่ พอมา เจอคนมาตะโกนด่า แม้เพียงคนเดียว ก็ ทนไม่ไหว ก็มาด่า นายกในดวงใจ ทั้งที่ เรามา รณณรงค์อย่างสันติ พวกนี้นี่ ถ้าจะเพี้ยน หรือ ไม่ก็ป่วย เสพสารพิษ อย่าง ASTV เข้าไปมาก

แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ ประชาชนก็ ทยอย กันมาร่วมลงชื่อ ไม่ น้อยเช่นกันครับ เราเดินอยู่ใน สวนจตุจักร อยู่ ทำกิจกรรม กัน ร่วมร้องเพลง โปรดรักษาคนดี... บางช่วงก็ แสดงออก พูดพร้อมๆกันว่า เรารักทักษิณ คิดถึงทักษิณ ทักษิณ สู้ๆหลังจากนั้น เรา กำลังจะกลับ มา ตรงจุด ที่เราจัดกิจกรรม เนื่องจาก แถวยาว ผม เดินนำหน้าขบวน ข้าม ถนน มาอีกฝั่ง เพื่อนเราบางส่วนประมาณ 5-6 คน ยังอยู่ รั้งท้าย (ยังไม่ได้ข้ามถนนมา ) ผมข้ามกลับมาแล้ว สักครู่ น้องแหม่ม สมาชิก ชมรมฯ ก็ วิ่งมาบอกผม ว่า พี่ pocket ค่ะ พวกเรา กำลังถูกหาเรื่อง โดนรุม อยู่ ฝั่งตรงข้ามถนน โอ้พระเจ้า งานเข้าครับ ผมรีบโทรแจ้งทีมงาน และ รีบข้ามถนนกลับไป จุดเกิดเหตุ ก็เห็นสมาชิกอาสาสมัคร ส่วนนึง กำลัง โต้เถียง กับ อีกฝ่ายหนึ่ง สอบความได้ว่า ผู้ชาย 3-4คน ตะโกนด่า นายกในดวงใจ ว่า ขายชาติ โกงภาษี ทำให้ พี่ น้อง อาสาสมัคร หลายๆคน ซึ่งอยู่รั้งท้าย 5-6 คน ซึ่งมีความรักศรัทธานายกในดวงใจ ทนไม่ได้ แต่ ก็ถามกลับไป ว่า อ้าว พี่ ทำไมพูดอย่างนี้ สาวกของ ASTV ก็ชก เข้าที่ เพื่อน สมาชิก ท่านนึง แต่โดนถากๆ ( ป่าเถื่อนจังครับ ) ระหว่างนั้น พวกเรา ก็ข้ามไป แต่ไม่ได้ไป มีเรื่องนะครับ เข้าไป ไกล่เกลี่ย จน สามารถคลี่คลายไปได้ ( แต่ต้องบอกก่อนนะครับ ว่า ส่วนใหญ่ กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ให้การตอบรับดีครับ ) ตัดกลับมา หลังจาก ไปจรยุทธ กิจกรรม ฝั่งนี้ ถึงขั้น ใบสมัคร สมาชิก ที่เตรียมมา หลายพัน หมด ต้องไปถ่ายเอกสารเพิ่ม อีกหลาย พันใบ เช็คโดยคร่าวๆ หน้าจะได้ไม่ต่ำ กว่า 5000 สมาชิก 5000 รายชื่อ ของผู้แสดงเจตนารมณ์ ในการ รักษาคนดี รักษาประชาธิปไตย ซึ่ง เพิ่งจะ ประมาณ บ่าย 3 เศษๆ

หลังจากนั้น ผมก็กลับมา เป็น ผู้ดำเนินรายการ กิจกรรม ต่อ ก็ มีการ ประมูลรูป ส่วนที่เหลือ คน ก็ทยอยกันมา เพิ่ม หลายๆคนก็ ยังไม่กลับ สถานที่คับแคบไปเลยครับ คนเยอาะมาก พี่ น้อง เพื่อน สมาชิก ก็โทรศัพท์ ไป ตามญาติ ตามเพื่อน ตามพี่ ตาม น้อง มา ก็ ทยอย กันมาเรื่อยๆ ระหว่างนั้น น้องโบโบ้ ก็เอา เนื้อเพลง โปรด รักษาคนดี ที่ ถ่ายเอกสาร มาแจก เพื่อให้ทุกคนช่วยกันร้องครับ เราร้อง เพลงนี้ กันทั้งวัน ไม่รู้ กี่ สิบ กี่ร้อย เที่ยว ร้องด้วยความรัก ความศรัทธา ความเป็นห่วง ระหว่างที่ เราร่วมกันร้องเพลง พ่อ แม่ พี่ น้อง ที่ เดินทางอยู่ บนท้องถนน บางท่าน เปิดกระจกรถลง โบกมือให้ บางท่าน ยิ้มให้ พี่บางท่าน จอดรถ ลงมา ร่วมลงชื่อ ในหนังสือ แสดงเจตนารมณ์ และ สมัครสมาชิก ผมประทับ พี่ คนขับรถTAXI ท่านนึง จอดรถทิ้งไว้ และ ลงมา ร่วมลงชื่อ ในหนังสือ แสดงเจตนารมณ์ ครู่นึง ตำรวจมาถึง กำลังจะเขียนใบสั่ง ผมก็ ประกาศ ออกไมค์ ให้พี่ท่านนั้น มาเลื่อนรถ ด่วน และ พูด ขอความอนุเคราะห์ กับเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ให้ อลุ่ม อล่วย ซึ่ง เจ้าหน้าก็ ผ่อนปรนให้ (ขอบคุณครับ) จอดรถไม่ถึง 5 นาที ที คนบางกลุ่ม แถว ฆัควานเล่นปิดถนน มา จนจะ 100วัน อยู่แล้ว ยังไม่เห็นทำอะไรได้เลย เวรกรรมประเทศไทย) วันนี้ เรา เห็น พี่ น้อง ประชาชน มาด้วยความรัก มาด้วยความศรัทธา คนก็ยังทยอย หลั่งไหล กันมาลงชื่อ พวกเราก็ร้องเพลงนี้ กันไป หลายรอบ รอบแล้ว รอบเล่า จนคอแทบแตก เหนื่อยและล้า แต่ พอถามว่า เหนื่อยกันไหม ทุกคนบอกไม่เหนื่อย เอาอีกไหม( ร้องเพลง ต่อไหม เพลง โปรดดูแล รักษาคนดี) ทุกคนบอก ร้องอีก เอาอีก...เรา ร้อง เพลงนี้ ไป คลอไป ตลอด ประชาชน ที่ พบ เห็น สังเกต ทราบ ก็ จะมาร่วมลงชื่อ และ มาร่วมวงร้องเพลง ช่างเป็น บรรยากาศ ที่ ไม่รู้จะบรรยายอย่างไรดี ผมเห็น คุณลุง คุณป้า คุณพี่ บางท่าน น้ำตาไหล บอกว่า คิดถึง...ทักษิณ สงสาร...ทักษิณ ทักษิณ...ถูกรังแก บอกว่า เรามาช่วยกัน ร้องเพลงนี้ ให้ดังไป ถึง อังกฤษ เลย ไม่ทราบว่าคนที่คิดปองร้ายนายกในดวงใจและครอบครัวจะทราบไหม ว่า พลังศรัทธาที่ประชาชนมีให้นายกในดวงใจ ทักษิณ ชินวัตร นั้น มันยิ่งใหญ่แค่ไหน ระบอบอำมาตยาเผด็จการ ชนชั้นสูง ชนชั้นนำ ในสังคม พร้อมลูกสมุนทราบไหมครับ ว่า ศรัทธา มันทำลายกันไม่ได้ครับ อย่าให้ ต้องหมดความอดทนกันเลย

เราร่วมกิจกรรมกันจนถึง 17.00น. ท่านประธานชมรมฯ คุณ อัมรินทร์ ผจญยุทธ กล่าวสรุปปิดงานและ ร่วมร้องเพลง โปรดดูแล รักษาคนดี เป็นการปิดงาน ในวันนี้ครับ พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนสมาชิก ตลอดจนประชาชน ที่อ่าน เก็บมาฝาก ตอน “รักษา...คนดี รักษา...ประชาธิปไตย”งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา แต่พวกเราเพียงพักเอาแรง แล้วเราจะออกมาสู้ต่อ เพราะ ภารกิจ ของการ ดูแล ปกป้อง และ รักษาคนดี รักษาประชาธิปไตย ยังไม่เสร็จสิ้น ครับ ถ้าเราไม่ยอมแพ้ วันหนึ่ง จะเป็นวันของเราครับ และจาก การตรวจสอบรายชื่อ สำหรับกิจกรรมในวันนี้ ได้รายชื่อ เริ่มต้น กว่า 8000 รายชื่อ เสร็จกิจกรรม ในวันนี้ ผมสังเกต ดู เพื่อนๆ เราหลายคนเหนื่อย ล้า ปวดเมื่อย เพราะอากาศ ร้อนมาก แดดเผา หลายๆคนยังแซวผมเลยว่า ไปทะเลมาหรือเปล่า หน้าแดง (แดดเผา เหมือนไปเที่ยวทะเลมาครับ) ทุกคน ทำกิจกรรม นี่ ด้วย ความรัก ความศรัทธา ถึงหนื่อย ล้า แต่ ก็มีความสุขครับ....แล้วพบกันใหม่ครับ กับ กิจกรรม โครงการ “รักษา...คนดี รักษา...ประชาธิปไตย” ของ ทีมงาน ชมรมคนคิดถึงทักษิณ หรือ ClubThaksin.com

ด้วยจิตคารวะ
สุรชาติ ( pocket) ตันติธนไพศาล
เลขาฯชมรม คนคิดถึงทักษิณ (ClubThaksin.com )

ขอขอบคุณ บทความ จาก ClubThaksin.com