15 กันยายน 2551

กบฎเหิมใส่ศาล "ภูวดล"กุ๊ยกระชากนักข่าวหญิงร่วง




ศาลแพ่งไม่รับคำขอทุเลาการบังคับคดี สั่งพันธมิตรฯต้องออกไปจากทำเนียบรัฐบาลทันที พร้อมติดป้ายห้ามเข้าทำเนียบฝ่าฝืนคำสั่งศาลมีโทษ ผู้ต้องหากบฎสุริยะใสขึ้นเวทีวิจารณ์ทันควันอ้าง2มาตรฐานไม่ยอมย้ายออก ขณะที่สื่อมวลชนงานเข้าของจริง"คุกคามสื่อคือคุกคามประชาชน"ทั้งด่าทอหยาบคาย "ภูวดล"ทิ้งคราบศาสตราจารย์สวมบทถ่อย กระชากนักข่าวสาวค่ายมติชนร่วง สมาคมสื่อยังเงียบเฉย

ติดป้ายห้ามเข้าทำเนียบ ฝืยผิดกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล นำแผงเหล็กติดป้ายผ้าระบุข้อความตัวใหญ่สีแดงว่า "ห้ามเข้าตามคำสั่งศาลผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย" จำนวน 5 อัน ขึ้นรถกระบะเพื่อนำไปติดตั้งไว้ตามจุดต่าง ๆ โดยรอบทำเนียบรัฐบาลตามคำสั่งของ พ.ต.อ.วิชาญ บริรักษ์กุล รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 หลังศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ผู้ชุมนุมยังไม่ปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตาม ได้มีสื่อมวลชนจำนวนมากไปสังเกตการณ์การติดตั้งแผงเหล็กดังกล่าวด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุความวุ่นวาย หากกลุ่มพันธมิตรไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าติดตั้ง

ศาลแพ่งไม่รับอุทธรณ์สั่งพันธมิตรออกจากทำเนียบท้นที
ก่อนหน้านี้ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย้ายผู้ชุมนุมออกไปจากบริเวณทำเนียบรัฐบาล รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และเปิดการจราจร แต่อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีคำสั่งให้รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไว้พิจารณา และนัดฟังคำสั่งในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

เมื่อเวลา 15.00 น. นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลแพ่ง ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คดีที่นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมืองกับพวกรวม6คน เป็นจำเลยที่ 1-6 ตามลำดับ ฐานละเมิด และฟ้องขับไล่ โดยศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้จำเลย และกลุ่มผู้ชุมนุม ออกจากทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งรื้อถอนเวทีปราศรัย และสิ่งปลูกสร้าง ออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยคำสั่งให้มีผลทันที

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ นายเมธี ใจสมุทร ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในคดีเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม6คน เป็นจำเลยร่วมกัน ฐานละเมิด และฟ้องขับไล่ เพื่อขอให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาล ต่อมาเวลา 16.30 น.ได้มีคำสั่งว่า หลังศาลได้พิเคราะห์คำร้องของทนายความโจทก์แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้ง 6 และกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาล จึงให้ตั้งพนักงานบังคับคดี เพื่อไปดำเนินการตามคำสั่งศาลต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับกระบวนการตั้งพนักงานบังคับคดีต่อจากนี้ไป ศาลก็จะส่งหมายไปยังกรมบังคดี เพื่อตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ไปประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง คือ ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาลต่อไป

นายธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีคงจะออกประกาศของกรมบังคับคดีไปปิดประกาศที่หน้าทำเนียบรัฐบาลไม่ทันในเย็นวันนี้ (28 ส.ค.) แต่หากเจ้าพนักงานปิดประกาศแล้ว ผู้ชุมนุมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล ถ้ายังฝ่าฝืน สำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นโจทก์ จะต้องร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อร้องต่อศาลแพ่งขอให้ออกหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ อีกครั้ง

ยะใสเหิมละเมิดคำสั่งศาลวิจารณ์2มาตรฐาน
ขณะที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขึ้นปราศรัยโดยกล่าววิพากษ์วิจารณ์ คำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินของศาลแพ่งที่ให้พันธมิตรฯออกไปจากทำเนียบรัฐบาล ว่า อยากให้นำคดีนี้ไปเทียบเคียงกับกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการ ฟ้องในลักษณะเดียวกันเมื่อครั้งที่กลุ่มพันธมิตรฯไปชุมนุมบริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ แต่ศาลแพ่งในขณะนั้น กลับระบุว่าไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลแพ่งและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่ในครั้งนี้ ศาลแพ่งกลับออกคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน ตนอยากตั้งคำถามว่าเป็นสองมาตรฐานใช่หรือไม่เขายังกล่าวอีกว่า ขอให้จับตาดูในคืนนี้ว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิดโดยเฉพาะจากคนในอำนาจรัฐด้วยกันเอง

ผู้สื่อข่าวรายบรรยากาศการชุมนุมว่า มีผู้ชุมนุมจำนวนมากทั้งในเขตทำเนียบและบริเวณโดยรอบโดยพันธมิตรได้เข้มงวดกับคนที่เข้ามาร่วมชุมนุมในบริเวณทำเนียบโดยจัดให้มีทางเข้า-ออกเพียงทางเดียวเท่านั้นและมีการตรวจค้นอาวุธอย่างเข้มงวด

คุกคามสื่อต่อเนื่อง "ภูวดล"กระชากนักข่าวหญิงร่วง
ขณะเดียวกันมติชนรายงานข่าวว่า พันธมิตรฯตะเพิดสื่อ ด่าหยาบคาย ไม่ให้ทำข่าว "ภูวดล"กร่าง กระชากนักข่าวสาวมติชน แถมเรียกการ์ดให้ลากออกไป "สนธิ-พิภพ" รุดเคลียร์ พร้อมกันนักข่าวสาวออกจากพื้นที่ เกรงได้รับอันตราย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 28 สิงหาคม หน่วยรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้สร้างแนวป้องกันด้วยยางรถยนต์ ที่ประตู 9 ฝั่งสะพานอรทัย พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเพื่อสกัดกั้นตำรวจทั้ง เหล็กแป๊ป ไม้พลอง หนังสะติ๊ก ก้อนหิน ซึ่งทันทีที่รถตู้ตำรวจ และรถ 6 ล้อ สำหรับคุมขังนักโทษ ประมาณ 20 คัน เคลื่อนผ่านฝั่งตรงข้ามวัดโสมนัส ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้โห่ร้อง โดยระหว่างนั้นผู้สื่อข่าว 3 คน ประกอบด้วยนายมนตรี จิรพรพนิต หนังสือพิมพ์ข่าวสด นายสุทธา พิมาลัย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และน.ส.ศศินภา วัฒนวรรณรัตน์ หนังสือพิมพ์มติชน ที่ขึ้นไปสังเกตการณ์อยู่บริเวณทางเชื่อมอาคารบัญชาการ 1 และ 2 ได้ถูกการ์ดพันธมิตรฯไล่ลงข้างล่างให้หมด

ทำให้ผู้สื่อข่าวทั้งสาม ได้ชี้แจง พร้อมกับโชว์บัตรประจำตัวผู้สื่อข่าวว่าเป็นสื่อมวลชน ขอสังเกตการทำหน้าที่รายงานตรงจุดนี้ ทางการ์ดพันธมิตรฯบอกว่า ไม่สนเพราะกลัวว่าจะเป็นนปก.ปลอมตัวมา ถ้าไม่ลงจะใช้หนังสติ๊กยิง จากนั้นได้มีรปภ.ของพันธมิตรฯ 2 คนขึ้นมาเชิญตัวลงไป แต่ผู้สื่อข่าวได้ยืนยันว่า จะขอสังเกตการณ์ต่อไปโดยยืนยันว่าสามารถดูแลตัวเองได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เจรจากับการ์ดพันธมิตรฯเป็นที่เรียบร้อย ปรากฎว่า นายภูวดล ทรงประเสริฐ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นมายังบริเวณดังกล่าวด้วยอาการเกรี้ยวกราด พร้อมกับชี้หน้าไล่ผู้สื่อข่าวให้ลงไปด้านล่าง และด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดยไม่ฟังคำชี้แจงใดๆ รวมทั้งได้กระชากตัว น.ส.ศศินภา อย่างรุนแรง ทำให้เพื่อนนักข่าวอีกสองคน ต้องเข้าไปกันเอาไว้พร้อมกับบอกว่า ทำอย่างนี้ไม่เหมาะสม เพราะน้องเป็นนักข่าวผู้หญิง จนทำให้น.ส.ศศินภา ร้องไห้ด้วยความตกใจในท่าทีของนายภูวดล ซึ่งนายภูวดล ได้เอ่ยปากขอโทษ แต่ก็ขู่ว่าจะลงดีๆหรือไม่ ถ้าไม่ลงจะตามรปภ.มาไล่ให้ลงไป เพราะมันอันตราย ผู้สื่อข่าวทั้งสามจำเป็นต้องลงมาด้านล่าง ซึ่งนายภูวดล ตะโกนสั่งทีมรปภ.ไล่หลังว่า "ให้เอาพวกมันลงไป"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนั้นกลุ่มพันธมิตรประมาณ 10 กว่าคนกรูกันขึ้นไปชั้นบน โดยมีหญิงกลางคน ตะโกนใส่หน้าผู้สื่อข่าวว่า เอาลงไปเลย และขณะที่กลุ่มผู้สื่อข่าวเดินลงจากชั้นสอง กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านล่างพากันตะโกนไล่ กระทั่งเพื่อนผู้สื่อข่าวที่ทราบเรื่องต้องมาช่วยกันพากลับเข้าห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบ แต่ก็มีมวลชนจากพันธมิตรฯฮือมาล้อมที่ห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล จนผู้สื่อข่าวต้องขอร้องให้การ์ดพันธมิตรฯมาช่วยรักษาความปลอดภัย และได้ปิดประตูล็อคกลอนทุกด้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้แจ้งให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งแจ้งว่า น.ส.ศศินภา ต้องการจะกลับบ้านแต่รถของบริษัท จอดอยู่บริเวณที่เกิดเรื่องเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย นายสนธิได้อาสาพาตัวน.ส.ศศินภา ไปส่งขึ้นรถกลับบ้าน

จากนั้นนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯได้มาเจรจากับผู้สื่อข่าว ที่รังนกกระจอกใหม่ โดยนายพิภพได้กล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บางคน ที่ทำให้เกิดปัญหา ยอมรับว่า มีการ์ดบางส่วนไม่เข้าใจว่า นักข่าวที่ติดบัตรสื่อมวลชนต้องการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น จึงขอให้การ์ดเข้าใจและปฏิบัติตัวกับนักข่าวที่มีบัตรสื่อมวลชนอย่างให้เกียรติ ก่อนที่จะมีการกล่าวหาใดๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะการ์ดเกรงว่า จะมีฝ่ายตรงข้ามแฝงตัวมากับนักข่าว ดังนั้น หากมีปัญหาในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ขอให้ติดต่อกับแกนนำได้ 24ชั่วโมง จะแก้ปัญหาให้ทันที แต่รับประกันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า เรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะการ์ดมีหลายประเภท แต่รับปากว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้

ทั้งนี้ ทางผู้สื่อข่าวได้ขอให้กลุ่มพันธมิตรฯกรุณาให้สื่อมวลชนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย และให้เกียรติในการทำงาน เพราะผู้สื่อข่าวปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ขอให้ความคุ้มครองสื่อเพราะไม่ได้มีเงื่อนไขใดๆ

การ์ดพธม.เกือบลุยนักข่าวอีก อ้างล้าเพราะอดนอน
ขณะเดียวกัน เวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า กำลังเดินสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณแยกมิสกวัน ได้มีชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทำให้ นายชัยรัตน์ต้องเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ชายคนดังกล่าวกลับไปยอมหยุดต่อว่า นายชัยรัตน์จึงแสดงบัตรสื่อมวลชนให้ดู ทว่ากลับทำให้ชายคนดังกล่าวเกรี้ยวกราดมากขึ้น และปรี่เข้ามาจะทำร้าย แต่หน่วยรักษาความปลอดภัยของกลุ่มพันธมิตรที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ได้เข้ามาห้ามปราม และพยายามพูดคุยนานกว่า 15 นาที ชายคนดังกล่าวจึงสงบลง และยอมขอโทษแต่โดยดี พร้อมชี้แจงว่า เนื่องจากไม่ได้นอนหลายวันติดต่อกัน ทำให้เกิดความเหนื่อยล้า และกดดัน คิดว่า นายชัยรัตน์เป็นตำรวจแฝงตัวมาหาข่าว ประกอบกับเกิดกระแสข่าวว่า จะมีบุคคลที่ 3 แฝงตัวมาก่อความวุ่นวาย จึงแสดงอาการดังกล่าว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2551

ประนาม บุคคลอันตรายสำหรับประชาธิปไตย:พัลลภ ปิ่นมณี





แม้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าใครจะได้เป็นทายาทรุ่นที่2หากแกนนำพันธมิตรชุดแรกถูกจับกุมตัว โดยตอนแรกมีข่าวว่าจะเป็นนายสำราญ รอดเพชร โฆษกเวทีพันธมิตร คนใกล้ชิดนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ล่าสุดพลตรีจำลอง ศรีเมือง เปิดตัวว่าจะเป็นเพื่อนรักของเขาคือพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ซึ่งมีประวัติอื้อฉาวถูกกล่าวหาในหลายกรณีทั้งเหตุการณ์ก่อกบฎ1เมษายน2524,เหตุการณ์ลอบสังหารบุคคลสำคัญ รวมทั้งความพยายามลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระราชินี,เหตุการณ์ลอบสังหารอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร,เหตุการณ์สังหารหมู่มัสยิดกรือเซะห์ จนทำให้ไฟใต้ร้อนระอุมาจนถึงขณะนี้ และที่สำคัญการจุดชนวนเลือดในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

เราจึงต้องจัดให้พลเอกพัลลภเข้ามาอยู่ในทำเนียบประนามานุกรมบุคคลอันตรายสำหรับประชาธิปไตยไทย

*ชมคลิปวิดิโอพัลลภให้สัมภาษณ์สรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นคนวางแผนจุดชนวนเลือดพฤษภาทมิฬhttp://video.mthai.com/player.php?id=6M1179828395M0


พัลลภ"รับไม้"จำลอง"ลั่นใช้แผนเผาเมืองเลียนแบบพฤษภาทมิฬ
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนตาย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศจะขึ้นเวทีเพื่อขับไล่รัฐบาลและนายกฯ ออกจากตำแหน่ง หากพล.ต.จำลองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมขัง

"ผมจะพูดขึ้นเวทีก็ต่อเมื่อ พล.ต.จำลองถูกเจ้าหน้าที่จับกุม การขึ้นเวทีครั้งนี้ถือเป็นสัญญาใจที่ผมกับจำลองที่เป็นเพื่อนรักเพื่อนตายกันมา ได้มีสัญญาอยู่ 2 ข้อ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อพล.ต.จำลองถูกจับกุม ผมก็จะเข้าไปแทน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น การปฏิบัติการ 3 วันก็จบ ซึ่ง 2 ข้อที่ผมได้สัญญาไว้กับพล.ต.จำลองคือ ถ้าวันใดที่จำลองโดนตำรวจจับผมจะเข้าไปแทนทันที และที่ พล.ต.จำลอง ใช้ยุทธวิธีสันติวิธีแบบอหิงสา ซึ่งมันไม่ตรงกับผม แต่ผมจะใช้ยุทธวิธีปฏิบัติการรุก ซึ่งผมได้ตกลงกับจำลองมาตั้งนานแล้ว" พล.อ.พัลลภ กล่าว

พล.อ.พัลลภ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อศาลอนุมัติออกหมายจับพล.ต.จำลองก็ถือว่าเข้าข่ายข้อหนึ่งที่ตนได้ตกลงไว้ การไปเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย และเป็นเรื่องปกติธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ตนไม่ได้มาเพิ่งตัดสินใจที่จะขึ้นเวทีพันธมิตรฯ แต่ได้ตัดสินใจมานานแล้วตามที่ได้ตกลงกันไว้ อย่างไรก็ตามการที่ขึ้นเวทีครั้งนี้ก็ไม่ได้กลัวต่อภาพลักษณ์ที่ผ่านมา หากพล.ต.จำลองถูกจับสถานการณ์คงวุ่นวายแน่ เพราะคำพูดของตนชัดเจนอยู่แล้ว สำหรับยุทธวิธี ตนจะใช้วิธีรุก คงจะไม่ใช้วิธีตั้งรับเหมือนกับพล.ต.จำลอง

ถามว่า รัฐบาลและนายกฯควรจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ใช่ และตนมีวิธีที่จะให้รัฐบาลและนายกฯลาออก แต่ตนคงบอกไม่ได้ ซึ่งคาดว่าจะปฏิบัติการเพียง 3 วัน รัฐบาลก็ต้องลาออกยกชุดแล้ว เพราะยุทธวิธีรุกไม่เหมือนยุทธวิธีรับของพล.ต.จำลอง

"วันใดที่พล.ต.จำลองถูกจับเข้าคุก ผมจะขึ้นเวทีเพื่อประกาศชัยชนะให้กับพันธมิตรฯทันที"พล.อ.พัลลภกล่าว

ย้อนรอยกรรมชั่วจุดชนวนเลือดพฤษภาทมิฬ
พล.อ.พัลลภให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ด้วยความภาคภูมิใจมาตลอดว่า ในคราวเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในปี 2535นั้นเขามีส่วนทำให้พล.ต.จำลองประสบชัยชนะ โดยเขาได้พูดกับจำลองว่าต้องเดินแผนให้รัฐบาลพล.อ.สุจินดา คราประยูร ในขณะนั้นใช้กำลังจับกุมจำลอง "พอจับจำลองปุ๊บ ผมก็พูดเลยว่าเราชนะแล้ว"

พล.อ.พัลลภเผยว่า ได้วางแผนให้หน่วยย่อยที่ฝึกมาอย่างดีในการต่อต้านรัฐบาลพล.อ.สุจินดา โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา ในการช่วยทำระเบิดขวดที่บรรจุน้ำมันเพื่อนำไปปาใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจนางเลิ้ง จนเป็นเหตุให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย จนพล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องหันมาใช้กำลังเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม จนประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

เป็นที่น่าสังเกตว่าในคราวนี้พล.อ.พัลลภก็พูดเป็นนัยว่าอยากให้มีการจับพล.ต.จำลอง แล้วเขาก็จะประกาศชัยชนะ และรุกฆาตรัฐบาลภายใน 3 วัน

ส่วนชัยชนะครั้งนี้จะปูลาดไปด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกครั้งหรือไม่ หรือใครจะมาหยุดแผนชั่วของพัลลภลงก่อน นั่นเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดู

ก่อกบฎเมษาฮาวาย-เหิมเกริมพยายามลอบปลงพระชนม์ราชินี
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มีตำแหน่งสุดท้ายทางราชการ เป็นรองผู้อำนวยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 7 (จปร.7) เคยร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่นอาทิ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิต พ.อ.มนูญ รูปขจร ยศในขณะนั้น ทำการปฏิวัติ “เมษาฮาวาย”โค่นอำนาจ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 2524 มาแล้ว แต่ล้มเหลว กลายเป็นกบฎ

พล.อ.พัลลภกับพวกแค้นพล.อ.เปรม,พล.อ.อาทิตย์ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ โดยกล่าวหาอย่างไม่มีมูลแม้แต่น้อยว่าพระองค์ท่านมีส่วนสำคัญให้พวกตนพ่ายแพ้กลายเป็นกบฎ ดังนั้นถัดมาอีก 1 ปี กลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับยังเติร์ก ได้แก่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบก จึงประสบเหตุการณ์ 'ลอบสังหาร' เป็นระลอกๆ และไม่เพียงเฉพาะบุคคลทั้งสอง หากยังมีรายงานของฝ่ายความมั่นคงระบุว่า ได้มีการตระเตรียมการที่จะลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อีกด้วย รายละเอียดมีดังต่อไปนี้

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 6-7 มีนาคม 2525 กลุ่มยังเติร์ก ลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ในงานยกช่อฟ้า วัดจิระ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่ไม่สำเร็จ

ครั้งที่ 2 วันที่ 8-25 มีนาคม 2525 กลุ่มยังเติร์กกับพวก วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะเดินทางไปเยี่ยมท่าน ผู้หญิงประภาศรี กำลังเอก ซึ่งป่วยและรักษาอยู่ใน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แต่ล้มเหลวอีกครั้ง

ครั้งที่ 3 วันที่ 5 พฤษภาคม 2525 กลุ่มทหารยังเติร์กกับพวก ใช้รถบรรทุกระเบิดไปจอดที่หน้าโรงเรียนพณิชยการสันติราษฎร์ในเส้นที่ทาง พล.อ.อาทิตย์เดินทางผ่าน ไปทำงาน เพื่อลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ โดยใช้คลื่นวิทยุบังคับจุดระเบิด แต่รถได้เกิดระเบิดขึ้นก่อนที่ พล.อ.อาทิตย์จะผ่านไป

ครั้งที่ 4 วันที่ 3 มิถุนายน 2525 กลุ่มนายทหารยังเติร์กกับพวก ได้วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะไปทอดกฐินที่วัดแก้วนิมิตร อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่ไม่สำเร็จ

ครั้งที่ 5 วันที่ 14-16 กรกฎาคม 2525 กลุ่มทหารยังเติร์กกับพวก วางแผนลอบสังหาร พล.อ.เปรม ขณะเดินทางไปเป็นประธานเปิดอนุสาวรีย์จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่กระสุนจรวด 66 เอ็ม -72 พลาดเป้าหมายไปเพียงเล็กน้อย

ครั้งที่ 6 วันที่ 1 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์ก ตระเตรียมการที่จะลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลควีนสคัพ ที่สนาม กีฬาแห่งชาติ

ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์กและพวก วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะเดินทางไปทอดกฐินที่วัดหน้าพระเมรุ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ไม่สำเร็จ

ครั้งที่ 8 วันที่ 20 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์กได้วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ พล.อ.เปรม และตระเตรียมการลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลควีนสคัพ ที่สนามกีฬาแห่งชาติ กทม.

ครั้งที่ 9 วันที่ 31 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์ก ลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ซึ่งจะเดินทางไปทอดกฐินที่วัดศรีสุทธาวาส อ.เมืองเลย แต่ไม่สำเร็จ

ในวันที่ 14 กันยายน 2527 มีการออกหมายจับผู้ต้องหาคดีลอบสังหาร จำนวน 43 คน รวมทั้งแกนนำกลุ่มยังเติร์ก ด้วย เช่น คือ พ.อ.มนูญ รูปขจร และพ.อ.บุลศักดิ์ โพธิ์เจริญ พ.อ.พัลลภ ปิ่นมณี พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร (ยศในขณะนั้น)

กระทั่งวันที่ 30 ธันวาคม 2536 คดีประวัติศาสตร์”วันลอบสังหาร” ก็สิ้นสุดลง เมื่อศาลอาญายกฟ้องโดยศาลวินิจฉัยว่าไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่าเพราะมีการประนีประนอมกันระหว่างฝ่ายยังเติร์ก กับฝ่ายพล.อ.เปรมได้แล้ว

สังหารหมู่มัสยิดกรือเซะห์ส่งผลไฟใต้โหมกระพือ

ในยุครัฐบาลทักษิณ เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องน่าวิตกของคนในชาติ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ก็มีส่วนทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อครั้งนายทหารผู้นี้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (รองผอ.กอ.สสส.จชต.) ในปี 2547 ได้เข้าปราบปรามผู้ก่อเหตุที่บุกยึดมัสกรือเซะห์ โดยครั้งนั้น พล.อ.พัลลภ ได้สั่งให้กองกำลังทหารเข้าใช้กำลังด้วยการสังหารหมู่กลุ่มบุคคลที่อยู่ในมัสยิดกรือเซะห์ทั้งหมด ทั้งที่หลายฝ่ายพยายามท้วงติงให้ใช้วิธีการเจรจาเป็นทางออก

จนเป็นเหตุให้ไฟใต้ขยายวงออกไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จับคนขับรถพัลลภพัวพันลอบสังหารทักษิณ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราว 09.00 น.ของวันที่ 24 ส.ค.2549 คือความพยายามลอบสังหารด้วย"คาร์บอมบ์"ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในเบื้องต้นมีการจับกุม ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชนะ ผู้ขับรถคาร์บอมบ์คันดังกล่าว(คนๆนี้เคยเป็นทหารชั้นประทวน เป็นคนขับรถของพัลลภ ต่อมาพัลลภสนับสนุนให้เป็นทหารชั้นสัญญาบัตร จึงยินดีมอบกายถวายชีวิตตอบแทนนายเต็มที่) ต่อมามีการจับกุมนายทหารในกอ.รมน.ใต้สังกัดของพัลลภไปหลายราย แต่มีเพียงจ่ายักษ์อยู่คนเดียวที่ให้การรับสารภาพหมดไส้หมดพุงซัดทอดนายทหารอีก 4 คนว่า เป็นผู้ร่วมขบวนการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ และหากสังหารไม่สำเร็จจะทำปฏิวัติ

ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น เพราะหลังเหตุการณ์คาร์บอมบ์ไม่ทันถึงเดือน ก็มีการทำรัฐประหาร 19 กันยายน2549

ทั้งหมดนี้คือพฤติการณ์ชั่วที่พัลลภ เพื่อนรักของจำลองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพัน หรือถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้อง เป็นพล.อ.พัลลภที่กำลังจะขึ้นมาเป็นผู้นำพันธมิตรรุ่น 2 โดยประกาศว่าจะใช้วิธีแบบพฤษภาทมิฬ2535 นั่นคือชัยชนะที่ปูลาดด้วยเลือดเนื้อชีวิตผู้บริสุทธิ์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2551

ประนาม บุคคลอันตรายสำหรับประชาธิปไตยไทย:9กบฎโทษสูงสุดประหารชีวิต





ไฮ!-สนธิ ลิ้มทองกุล ท่านผู้นำขบวนการพันธมิตรนำทีม9แกนนำ โดนศาลอาญาสั่งออกหมายจับฐานเป็นกบฎ โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ล่าสุดยังไม่ยอมจำนน ปลุกระดมสาวกบริวารดื้อแพ่ง ขณะที่นักศึกษาประชาชนทั่วประเทศออกแถลงการณ์ประนาม และผลสำรวจโพลล์ต่างๆไม่เอาด้วย

ประนามานุกรมบุคคลอันตรายสำหรับประชาธิปไตยไทย งวดนี้มาเป็นยวงรวม9คน ศาลอาญาออกหมายจับข้อหาขบถแผ่นดิน โทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต 5แกนเน่า+ยะใสพ่วงด้วยเทิดภูมิส.ส.สอบตก และอมร อมรรัตนานนท์ที่นำทีมยึดNBT

เมื่อวานนี้(27ส.ค.)ศาลอาญาได้พิจารณาคำร้องขอพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสารและคณะแล้วมีคำสั่ง ว่าโดยพิเคราะห์พฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้ง 9 ตามที่พยาน ผู้ร้อง ได้ให้การประกอบหลักฐานวีซีดีที่นำส่งแล้วเห็นว่ามีพยานหลักฐานพอสมควรให้เชื่อได้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 9 น่าจะกระทำการอันเป็นความผิดอาญาตาม คำร้อง จึงอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 9 ตามคำขอ

ผู้ต้องหาทั้ง9ราย ประกอบไปด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตร นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร นายอมร อมรรัตนานนท์ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ นายเทิดภูมิ ใจดี แนวร่วมพันธมิตร

ทั้งนี้เนื่องจากผู้ต้องหาที่ 1-9 ฐานใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, สะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี มาตรา 114, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 215 และ 216

กางข้อหาเอาผิด 9 "พันธมิตร" ระวางโทษประหาร!

ประมวลกฎหมายอาญา หมวด 2 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ระบุ มาตรา 113 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ (3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจการปกครองในส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 114 ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนของแผนการเพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฏ หรือรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฏ แล้วกระทำการอันใดเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี

ลักษณะความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน

มาตรา 215 ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าผู้ใดกระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผู้ที่กระทำผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำผิดนั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 216 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำผิดตามาตรา 215 ให้เลิกแล้ว ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุก

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2551

นักศึกษาออกแถลงการณ์ประนามพันธมิตรยึดเมืองจุดชนวนรัฐประหารล้มล้างประชาธิปไตย


สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)และองค์กรภาคี คือ กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยรามคำแหง, องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี), สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.), สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.), เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน (คพช.) และกลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก ออกแถลงการณ์ประณามการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ วอนหยุดสร้างเงื่อนไขนำไปสู่รัฐประหาร

ขณะเดียวกัน กลุ่มนักศึกษาปริญญาโทเพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ(ปรส.)และ
สำนักเรียนรู้การกระจายอำนาจและประชาธิปไตยท้องถิ่น ก็ออกแถลงการณ์ อีกฉบับหนึ่งประนามพันธมิตรว่ามีเบื้องหลังการชุมนุมเพื่อให้เกิดรัฐประหาร

......................................

แถลงการณ์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรภาคี

เรื่อง ขอประณามการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
จากเหตุการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 แม้ว่าการชุมนุมและการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนหรือกลุ่มองค์กรต่างๆ เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่การชุมนุมหรือการเคลื่อน ไหวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย กรอบสิทธิของรัฐธรรมนูญและต้องไม่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนในสังคม


แต่ในขณะนี้การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กระทำการที่เป็นการละเมิดกรอบและบทบัญญติของกฎหมายด้วยการบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ สถานีโทรทัศน์ การใช้กำลังคุกคามเจ้าหน้าที่ของรัฐ และใช้กำลังคุกคามสื่อมวลชน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการกระทำที่จะนำพาและก่อให้เกิดความขัดแย้งของคนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ทั้งยังเป็นการขัดแย้งในจุดยืนในการชุมนุมและการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเองว่าจะใช้หลัก สันติวิธี ปราศจากอาวุธและหลัก อหิงสา

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรภาคี มีความคิดเห็นต่อสถาน การณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

1.ขอประณามการกระทำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ใช้กำลังและความรุนแรงในการบุกเข้ายึดสถานที่ราชการและสถานีโทรทัศน์ซึ่งเป็นการละเมิดกรอบและบทบัญญัติของกฎหมาย อันจะนำไปสู่การสร้างค่านิยมทางการเมืองว่าในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองต้องจบลงด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง

2.ขอเรียกร้องให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุติการสร้างเงื่อนไขต่างๆ ที่จะนำไปสู่การรัฐประหารเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

3.ขอเรียกร้องให้รัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ความอดทนอดกลั้นในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงอันจะนำไปสู่การเสียเลือดเนื้อของพี่น้องคนไทยด้วยกันเอง

4.ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักอันจะนำไปสู่การสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติ

สุดท้ายนี้สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรร่วมภาคีหวังว่าปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมในขณะนี้จะสามารถคลี่คลายลงด้วยแนวทางสันติวิธีและความสมานฉันท์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกภาคส่วนของสังคมไทยจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงและในทางที่ถูกต้องเพื่อนำมาสู่ความสามัคคีของคนในชาติที่ยั่งยืน

ด้วยจิตสมานฉันท์

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) และองค์กรภาคี
กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยรามคำแหง
องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)
องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี)
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.)
เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน (คพช.)
กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก

27 สิงหาคม 2551
................


แถลงการณ์ ปรส. : ต้านภัยรัฐประหาร



การชุมนุมของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยในวันนี้ ย่อมชี้ให้เห็นแล้วว่า พันธมิตรฯมีเบื้องหลังการชุมนุมเพื่อต้องการให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่ว่าจะอ้างว่า เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือสร้างการเมืองใหม่ หรือกู้ชาติ หรือเหตุผลใดๆก็ตามที่กล่าวอ้าง

บทเรียนประวัติศาสตร์ ในสังคมไทยและทั่วโลก เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การรัฐประหารเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตย

บทเรียนประวัติศาสตร์ ในสังคมไทยและทั่วโลก เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การรัฐประหารเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม

บทเรียนประวัติศาสตร์ ในสังคมไทยและทั่วโลก เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การรัฐประหารเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งต่อเคารพสิทธิมนุษยชน

บทเรียนประวัติศาสตร์ ในสังคมไทยและทั่วโลก เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การรัฐประหารเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสิทธิการรวมกลุ่มกันของประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ

บทเรียนประวัติศาสตร์ ในสังคมไทยและทั่วโลก เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การรัฐประหารเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งต่อเคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชนและประชาชน

บทเรียนประวัติศาสตร์ ในสังคมไทยและทั่วโลก เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การรัฐประหารเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน และการถูกละเมิดสิทธิของประชาชน

ดังนั้น เราต้องปกป้องประชาธิปไตยรัฐสภา แม้ว่ามีข้ออ่อนในหลายประการที่ต้องหาแนวทางแก้ไข แต่มิใช่แนวทางรัฐประหารหรือข้อเสนอของพันธมิตรฯด้วยความอดทน และขอเรียกร้องให้ประชาชนผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตย รวมพลังเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆอย่างสันติวิธีเพื่อคัดค้านภัยรัฐประหาร



ด้วยความเชื่อมั่นพลังประชาธิปไตย

กลุ่มนักศึกษาปริญญาโทเพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ(ปรส.)

สำนักเรียนรู้การกระจายอำนาจและประชาธิปไตยท้องถิ่น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2551

กระบอกเสียงลิ้มปูดแผนพันธมิตรตั้งรัฐบาลเถื่อน หากแผนยึดเมืองประสบชัยชนะ





ประเด็นสำคัญที่สื่อเครือผู้จัดการ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตร เปิดเผยเป็นนัย(hint)ออกมาในบทวิเคราะห์นี้ก็คือว่า พันธมิตรอาจได้เตรียมการตั้งรัฐบาลของตนขึ้นแทนรัฐบาลนายสมัคร หากว่าปฏิบัติการยึดเมืองเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ





หมายเหตุ:ผู้จัดการรายสัปดาห์นำเสนอบทวิเคราะห์ข่าวเรื่อง"แฉสัมพันธ์ ‘สมัคร-อนุพงษ์’ แน่นปึ้ก เดินเกมลึกเช็คบิล ‘5 พันธมิตร’ "โดยได้โปรยข่าวว่า ‘สมัคร’ เดินเกมเหนือเมฆ สวมมาดนิ่งปล่อยพันธมิตรฝ่อไปเอง ซ้อนแผนรอซ้ำดาบ 2 งัดก.ม.อาญาเอาผิดผู้ชุมนุม เตรียมไพ่ตาย“พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” หากม็อบชุมนุมยืดเยื้อ ฟากนักรัฐศาสตร์ เผย สังคมยังไม่เอาด้วยหากพันธมิตรหักดิบตั้งรัฐบาลแข่ง เหตุมานอกระบบ ‘ขรก.ทหาร-ประชาชน’ ไม่ยอมรับ ขณะที่อดีตแม่ทัพภาค 4 ชี้ หากกองทัพยังนิ่ง พันธมิตรฯชนะลำบาก เพราะ ตัวตัดสินคือ ทหารต้องลงมือ เชื่อ สายสัมพันธ์ ‘สมัคร-อนุพงษ์’ แน่นปึ๊ก

ประเด็นสำคัญที่สื่อเครือผู้จัดการ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตร เปิดเผยเป็นนัย(hint)ออกมาในบทวิเคราะห์นี้ก็คือว่า พันธมิตรอาจได้เตรียมการตั้งรัฐบาลของตนขึ้นแทนรัฐบาลนายสมัคร หากว่าปฏิบัติการยึดเมืองเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ

เชิญอ่านบทวิเคราะห์ชิ้นนี้...

รบยืดเยื้อ รอ ‘พธม.’ฝ่อ

รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต อดีตรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ให้มุมมองต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯและรัฐบาลว่า ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลจะใช้ในเวลานี้ ก็คือ การเดินเกมรบยืดเยื้อโดยปราศจากความรุนแรง เนื่องจากขณะนี้ การเดินเกมโดยใช้ความรุนแรง เริ่มต้นมาจากกลุ่มพันธมิตรฯ ขณะที่รัฐบาลยังเลือกที่จะใช้ความสงบเพื่อสยบความเคลื่อนไหว โดยต่อจากนี้ไปจะให้อำนาจสังคมเป็นผู้ตัดสิน

“การเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล กระทรวงต่างๆ ก็เป็นเพียงความเคลื่อนไหวที่ไม่มีผลในการกดดันมากเท่าไหร่ เนื่องจากได้เพียงสถานที่เท่านั้น แต่คณะทำงานฝ่ายรัฐบาลยังคงทำงานได้”

ประเด็นสำคัญ ที่ต้องมองก็คือ ภาพของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญในการบั่นทอนความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเพียงใด ความเชื่อถือ ความชอบธรรม และการเดินเกมการเมืองในแนว“สันติ อหิงสา” ที่พันธมิตรประกาศ ในทุกครั้งก็จะลดน้ำหนักลง ซึ่งรัฐบาลก็จะปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรเป็นผู้ทำลายความเชื่อถือของตนเองไปทีละนิด

กระนั้น กรณีที่การชุมนุมทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลอาจเลือกใช้กฎหมายบางฉบับขึ้นมาใช้ รวมถึงการยกเลิกรัฐธรรมนูญในบางมาตราเป็นแนวทางสุดท้ายในการสกัดกั้นการชุมนุมที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ต่างไปจากการรัฐประหารมากเท่าใดนัก หากแต่รัฐบาลจะยังคงเป็นรัฐบาลชุดเดิมนั่นเอง

ตั้งรัฐบาลเสียบหมักไร้ความชอบธรรม

อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ขึ้นมาทำหน้าที่บริหารประเทศแทนรัฐบาลสมัคร โดยกลุ่มพันธมิตรฯ ก็เป็นเรื่องยากที่จะกระทำการดังนั้นได้ เนื่องจากขาดการยอมรับในหลายภาคส่วนทั้งฝ่ายข้าราชการ ทหาร หรือแม้กระทั่งภาคสังคมที่ยังมองว่า ยังไร้ความชอบธรรมค่อนข้างมากหากเทียบกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

“หากมีการยึดอำนาจ แล้วประกาศเปลี่ยนรัฐบาล ตั้งคณะบริหารชุดใหม่ขึ้นมาแทน ก็ยังขาดความชอบธรรมค่อนข้างมาก ทั้งจากที่มาซึ่งไม่ถูกต้องตามระบบ และที่สำคัญทุกฝ่ายยังไม่ยอมรับ” รศ.ดร.นิยม กล่าว

นอกจากนี้ แนวคิดในเชิงประนีประนอมด้วยการใช้ “รัฐบาลเฉพาะกาล” เองก็ยังมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ค่อนข้างสูง รวมถึงรัฐบาลยังมีอำนาจเต็ม และสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องจัดตั้งรัฐบาลดังกล่าวขึ้นมาแทนที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวจึงยากที่จะเกิดขึ้นในเวลานี้ แม้ว่าจะมีผู้พยายามเสนอแนวคิดดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาก็ตาม


โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์
28 สิงหาคม 2551

2คำอธิบาย"จังหวะก้าว26สิงหา"ของพันธมิตร และอนาคตของ"วิกฤติทักษิณ"




ผมคิดว่า มีคำอธิบายจังหวะก้าว 26 สิงหา ของ พันธมิตร ได้ 2 แบบ ส่วนคำอธิบายแบบใดเป็นคำอธิบายที่ถูกต้อง ผมบอกไม่ได้



คำอธิบายที่ 1:พันธมิตร ตัดสินใจเรื่องจังหวะก้าวนี้เอง แล้วตัดสินใจพลาด

คำว่า "ตัดสินใจเอง" ผมหมายถึงพวกแกนนำ (ไม่ว่าจะเป็นกรณีรู้กันหมดทุกคน หรือกรณี บางคนรู้เท่านั้น แต่บางคนไม่รู้ ก็ตาม) และคนทีอยู่รอบๆ ทีสนิทกับแกนนำ เช่น "พัลลภ" หรือ "ประสงค์" ทีน่าจะยังอยู่รอบๆจำลอง

ส่วนสาเหตุที่พวกนี้ตัดสินใจไปเอง เพราะต้องการ force สถานการณ์ ให้กำลังนอกรัฐธรรมนูญ 2 กลุ่ม (กลุ่มเขียว กับ กลุ่มเหลือง) "ออกมา"

การยึด NBT นั้น ผมคิดว่า ตอนแรก เขาคงคาดว่า จะทำได้สำเร็จ คือยึดแล้ว เปลี่ยนสัญญาณได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็อาจจะมีผลสะเทือนไม่น้อย และเดิม ผมคิดว่า เขาคิดว่า จะสามารถยึด ได้ยาวกว่านี้ด้วย คือ ไม่คิดว่า จะมีตำรวจมากวาด "หน่วยจู่โจม" ได้เร็วขนาดนี้ (ผมคิดว่า ไอเดียเดิมคือ หลังจากหน่วยจู่โจมยึดแล้ว ก็เอา "มวลชน" มาเสริม และไม่ยอมออก บังคับให้ จนท.ต้องใช้กำลัง อาวุธ ที่เตรียมมา ก็ไว้เผื่อสถานการณ์ทำนองนี้ แม้จะไม่ถึงขั้น เตรียมปะทะเต็มที่ แต่เตรียมปะทะแน่ อาจจะระดับย่อย ตะลุมบอน)


ที่เรียกว่าเป็นการ "ตัดสินใจเอง" หมายถึง ไม่ได้ "นัด" หรือ "ตกลง" กับ กลุ่มเขียว และ กลุ่มเหลือง ล่วงหน้า หรือ "นัด" ไม่ได้ล่วงหน้า แต่พันธมิตรเองเชื่อว่า ถ้า force ให้สถานการณ์ถึงขั้นปะทะได้ ก็จะ บีบให้ กลุ่มเขียว หรือ กลุ่มเหลือง หรือทั้ง 2 กลุ่มออกมาเอง

คำอธิบายที่ 2:พันธมิตร ตัดสินใจ โดยนัดหมายกับ กลุ่มเขียว หรือ กลุ่มเหลือง ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ "ไม่มาตามนัด"

คล้ายกับกรณี "กบฏยังเตอร์ก" เมษา 2524 หรือ "กบฏ กันยายน 2528 โดยเฉพาะครั้งหลังนี้ มีความเชื่ออย่างกว้างขวางว่า เป็นเรื่อง "ไม่มาตามนัด" ทำให้ล้มเหลว เพราะไม่คิดว่า มนูญ รูปขจร จะบ้าบิ่นทำคนเดียวได้ขนาดนั้น ส่วนใหญ่แล้วเชื่อว่า "อาทิตย์" เอง "เปลี่ยนใจ" การรัฐประหารเลยล้ม

ขอให้สังเกตว่า ถ้าคำอธิบายที่ 1 ถูกต้อง เรื่องนี้ ก็ยัง "ไม่จบ" และอาจจะพูดว่า ยังไม่ถึงกับ "เสียแผน" มากนัก เพียงแต่ delay คือ พลาดเรื่อง NBT (เสียการเมืองไปมาก) แต่โอกาสจะ force สถานการณ์ ก็มีอยู่ แตเนื่องจาก เสียการเมืองในกรณี NBT ไปมาก ทำให้ กลุ่มเขียว และ กลุ่มเหลือง ที่พันธมิตรหวังว่าจะถูกบังคับจากสถานการณ์ให้ออกมา ต้องคิดหนักขึ้น ถ้าจะออกมา

แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะ ถ้ารัฐบาล handle การจับกุมและกวาดล้างการชุมนุมในทำเนียบไม่ดี (มีเลือกตกยางออก ไม่ว่าจะโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ หรือ แม้แต่ "พันธมิตรทำกันเอง") ก็อาจจะยังเป็นไปได้ที่จะบีบให้ กลุ่มเขียว หรือ กลุ่มเหลือง ต้องออกมาอยู่นั่นเอง

ถ้าคำอธิบายที่ 2 ถูกต้อง ความล้มเหลว ผิดพลาด ของการ "ไม่มาตามนัด" ครั้งนี้ ก็เพียงแต่ เท่ากับว่า เปลี่ยน ในสภาพ จังหวะก้าว ครั้งนี้ ไปเป็นตามคำอธิบายที่ 1 โดยปริยาย พูดง่ายๆคือ ถ้าเดิม พันธมิตร ทำไป เพราะตกลงนัดแนะไว้ล่วงหน้าแล้ว กับ กลุ่มเขียว หรือ กลุ่มเหลือง แต่ถูก "เบี้ยว" พันธมิตรเอง ก็อยู่ในลักษณะ ตกกระไดพลอยโจน หรือ ขี่หลังเสือ ลงไม่ได้แล้ว ต้อง "ปรับ" ให้เป็นเรื่องของตัวเองฝ่ายเดียวไป (คิดถึงกรณี รปห.กันยายน 2528 ที่กล่าวข้างต้น หลังจาก มนูญ ถูก "เบี้ยว" ถูก "ไม่มาตามนัด" แล้ว ก็ยังพยายาม ดำเนินการรัฐประหารต่อไปอีก 1-2 วัน ก่อนจะแพ้) ในกรณีพันธมิตรนี้ ถ้าเหตุการณ์เป็นไปแบบหลังนี้ คือ ตอนนี้ พันธมิตรกำลังอยู่ในภาวะ "จนตรอก" ต้อง "ขี่หลังเสือลงไม่ได้" ก็ยังไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาส "พลิกสถานการณ์" ถ้ารัฐบาล handle การจับและกวาดล้างทำเนียบไม่ดีพอ อย่างที่กล่าวในย่อหน้าก่อน และเรื่องก็จะกลายเป็นการ บีบให้กลุ่มเขียว หรือ กลุ่มเหลือง ที่ "เบี้ยว" "ไม่มาตามนัด" ต้องออกมาได้อยู่นั่นเอง โอกาสเช่นนี้ของพันธมิตร ก็ยังมีอยู่


It's not over, until it's over.


อันที่จริง ต่อให้วิกฤตการชุมนุมของพันธมิตรครั้งนี้ "จบ" ในไม่กี่วันนี้ (แกนนำถูกจับ, เวทีถูกสลาย) ผมก็ไม่คิดว่า "วิกฤติทักษิณ" ทีเกิดมาจะครบ 3 ปี (นับจากการ เปิดตัว "พระราชอำนาจ" ของประมูล ต้นกันยา 2548) จะจบ

ปัญหาพื้นฐานที่สุดของ วิกฤตทักษิณ คือ ปัญหา การปะทะระหว่าง "ทวิอำนาจ" (dual power) ที่จะกำหนด ลักษณะ อนาคต ของการเมืองไทย อย่างขั้นรากฐาน....

คุณ "สหายสิกขา" ได้เขียนเปรียบเทียบกับกรณี 6 ตุลา ว่า การปราบ นศ.เมื่อ 6 ตุลา ไม่ทำให้เรื่องยุติ การปราบพันธมิตรได้ในวันนี้พรุ่งนี ก็จะไม่ทำให้เรื่องยุติ ตราบเท่าทียังมี "มวลชน" จำนวนมากของ พันธมิตรอยู่ รวมทั้งในต่างจังหวัดhttp://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=10319

แน่นอน การเปรียบเทียบกับ 6 ตุลา ไม่ถึงกับตรงนัก (ซึ่งคุณสหายสิกขาทราบดี) แต่การเปรียบเทียบนี้มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ ประเด็นที่ว่า วิกฤตใหญ่ๆนั้น มักจะไม่ใช่จบด้วยเหตุการณ์สั้นๆ เหตุการณ์เดียวได้อย่างง่ายๆ

กรณี 6 ตุลา ถ้าเรามองแบบ logn durree (ระยะยาว) แล้ว อาจกล่าวได้ว่า เป็น "จุดสุดยอด" (peak) ของการปะทะ ระหว่าง "ขั้ว ระบอบสฤษดิ์" vs "ขั้ว สมัชชา 3 + 7 สิงหา + 14 ตุลา" (ผมขออภัย ไม่มีเวลาขยายความเรื่อง การปะทะนี้ คิดว่าใครที่ติดตามเรือ่งประวัติศาสตร์การเมืองไทยพอสมควร คงพอนึกภาพขยายความได้เองในใจ)

"6 ตุลา" เป็นจุด peak แต่ไม่ได้ยุติ การปะทะนี้ อันที่จริง ดังที่ทราบกันดี ทำให้การปะทะนี้ รุนแรงมากขึ้น การรัฐประหารโดยเกรียงศักดิ์ เมือ 20 ตุลา 2520 เพื่อ "แก้ปม" ของ 6 ตุลา ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องยุติ .. การปะทะครั้งประวัติศาสตร์นั้น มายุติจริงๆ เมื่อ พคท.ล่มในปี 2525 ....



ถ้ามองเปรียบเทียบในแง่นี้ การยุติการชุมนุมพันธมิตรในวันนี้พรุ่งนี้ จะไม่ทำให้ "วิกฤติทักษิณ" ซึ่งมาจากการปะทะของ dual power ยุติแน่ๆ

.....

บทความนิธิในมติชน วันจันทร์ที่ผ่านมา (ซึ่งจะมีต่อวันจันทร์หน้า) และบทความของเกษียร (ที่นิธิเองอ้างถึง) ถูกต้องในแง่ที่พยายามอธิบาย "วิกฤติ" ครั้งนี้ ในฐานะความเปลียนแปลงดุลย์กำลังขั้นพื้นฐานบางอย่าง เพียงแต่ - ในทัศนะของผม - ทั้งคู่ มองหาคำอธิบาย in the wrong place (or, at least, not quite in the right place)

โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน
28 สิงหาคม 2551

1 ปี รธน.ปิศาจคาบไปป์ สมควรฉีกทิ้งที่สุด !!!




ครบรอบ 1 ปี รัฐธรรมนูญปิศาจคาบไปป์ เมื่อ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลายแห่งมีการจัดอภิปราย ใครสนใจก็หาอ่านย้อนหลังกันเอาเองเถอะ

แต่อย่างที่รู้ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ ทำให้ฝ่ายบริหารเป็นเป็ดง่อย ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติ อ่อนแอสุด ๆ

ไม่ใช่เรื่องอคติ แต่เมื่อร่างโดย “ร่างทรง คมช.” ที่ลากรถถังออกมายึดอำนาจ จะให้มันงดงาม เสริมสร้างประชาธิปไตย ย่อมยาก

เริ่มต้นก็บอกแล้ว เป็นฉบับ กับดักคนชั่ว และคนชั่วคนนั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่นแหละ

ทุกอย่างจึงออกแบบมา เพื่อล้างเผ่าพันธุ์ไทยรักไทยเป็นที่ตั้ง และลามไปถึงนักการเมืองทั้งหมด จับผิดทุกฝีก้าว หยุมหยิมไปหมด กฎหมาย 7 ชั่วโคตรไง นับไปนับมา ญาติสายไหนไม่รู้ 80 กว่าคนห้ามรับงานจากรัฐทุกชนิด ไม่งั้นติดคุกหัวโต สุดโต่งมั้ยเล่า !!!

ประชาธิปไตยก็ถอยหลังลงเหว คน 7 คน ลากตั้ง ส.ว.ได้ 74 คน เด็กฝาก เด็กในคาถาใครต่อใคร ประชาชนไม่มีสิทธิรู้เห็น มุบมิบเลือกกันเอง แต่ 45 ล้านคน เลือก ส.ว.ได้ แค่ 76 คน เพราะดูถูกประชาชนว่าโง่เง่า

มันเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และยึดหลักนิติธรรมตรงไหน ???

ขณะที่ ม.309 กลับเขียน “นิรโทษกรรม” ให้คนที่ฉีกรัฐธรรมนูญ และองค์กรที่ตั้งขึ้น เพื่อจัดการศัตรู ห้ามใครฟ้อง แต่พวกตัวเอง ทำอะไรไว้ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ นี่หรือหลักนิติธรรม !!!

เหนืออื่นใด ดุลอำนาจการบริหารบ้านเมือง ระหว่างฝ่าย นิติบัญญัติ บริหาร และ ตุลาการ ซึ่งในอดีตจะดี จะชั่ว ก็ถ่วงดุล อยู่ในตัว แต่ตอนนี้เสียศูนย์ หมดความศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีรถวิ่งคร่อมเลนอยู่เรื่อย

ฝ่ายบริหารไม่ต้องพูดถึง รัฐบาลเป็นเป็ดง่อย ตั้งแต่ตั้งไข่ นายกฯ คนเดียวมี 5-6 คดี คาทุกศาล ต้นกันยาฯนี้ คดี “ชิมไป บ่นไป” ที่ สมัคร สุนทรเวช ฟ้องทุกเวทีว่า แค่ชอบ ทำกับข้าว ก็หลุดจากเก้าอี้ได้ ศาลนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ยังไม่นับคดีอื่นทั้งรถดับเพลิง หมิ่นประมาท ครม. ทั้งคณะโดนคดีทำผิด รธน.ม.190 กรณีให้ รมว.การต่างประเทศไปเซ็นสัญญากับกัมพูชา ให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ฯลฯ

3 รมต.คดีหวย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ นางอุไรวรรณ เทียนทอง ก็เพิ่งได้ต่อลมหายใจอีกเฮือก หลังศาลปกครองสูงสุด ยกคำร้องฉุกเฉิน ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ มารอศาลฎีกาวินิจฉัย อีกครั้ง

ที่ผลิตนโยบาย 6 มาตรการ 6 เดือน และอื่น ๆ ออกมาได้ ทั้งเก่งและบุญแล้ว

ม.237(2) กก.บริหารพรรคทำผิด ให้ถือว่า ผิดทั้งพรรค ต้องยุบพรรค ลูกเดียว แปลกดี ทีตุลาการบางคน เมียกับแม่ยาย ไปโกงที่ผู้มีพระคุณ บอกไม่เกี่ยว ต้องลงโทษเฉพาะคนทำผิด พรรคมีสมาชิก 10 ล้าน ทำไมผิดหมด

ยึดหลักนิติธรรมตรงไหนเนี่ย !!!

พรรคที่เข้าแถวยุบมี พลังประชาชน ชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย เพื่อแผ่นดิน ฟังเสียง บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่คอพาดเขียง “แม้ดินกลบหน้าจะไม่ลืม” ก็พอรู้ คับแค้นขนาดไหน แต่อย่าหวังจะรอด

ที่รอดก็พรรคขาวจั๊วะ รอดแล้ว รอดอีก ประชาธิปัตย์ อนุ กกต.ฟันธงแล้ว ยกคำร้อง วิฑูรย์ นามบุตร แจกตั๋วหนัง

ก็ไม่รู้บรรทัดฐาน กกต.และความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน ???

แค่ไม่กี่มาตรานี้ ยังเห็นความอัปลักษณ์ อคติ และความไม่เป็นธรรมมากขนาดนี้

นี่แหละ เหตุผลที่รัฐธรรมนูญปิศาจคาบไปป์ สมควรโดนฉีกทิ้ง เขียนใหม่ ที่สุด !!!.

โดย คุณ ดาวประกายพรึก
ที่มา เวบไซต์ เดลินิวส์
27 สิงหาคม 2551

เซนต์ คิทท์สฯ เชิญทักษิณเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ เปิดช่องลี้ภัยเป็นประเทศที่2




นายกรัฐมนตรี แห่งเซนต์ คิทท์ส แอนด์ เนวิส ประกาศเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ทางด้านเศรษฐกิจ เปิดช่องลี้ภัยเป็นประเทศที่ 2ในรอบ 5 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ ZIZ Television สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของรัฐบาลแห่งประเทศหมู่เกาะเซนต์ คิทท์ส แอนด์ เนวิส ประเทศที่เล็กที่สุดในทวีปอเมริกา ระบุว่า ดร.เดนซิล เลเวลลีน ดักลาส นายกรัฐมนตรีแห่งเซนต์ คิทท์ส แอนด์ เนวิส วัย 55 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องการเชิญพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่กำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศอังกฤษ ให้มาพำนักที่ประเทศของตนในฐานะแขกของรัฐบาล พร้อมยืนยันว่า กำลังพิจารณาทาบทามอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยให้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ทางด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลของตน

นอกจากนี้ นายดักกลาส ยังกล่าวอีกด้วยว่า "มีความชื่นชมพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนในประเทศไทย และสามารถใช้คืนเงินกู้ที่ประเทศไทยยืมมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ คืนให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้เร็วกว่ากำหนด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมมองว่า เป็นความมหัศจรรย์ทางการเมือง "

และยืนยันว่า ยินดีอำนวยความสะดวกในเรื่องของการเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว จากอังกฤษมายังประเทศของตน พร้อมย้ำว่า ในฐานะแขกของรัฐบาล พันตำรวจโททักษิณ และครอบครัวสามารถพำนักอยู่ในประเทศของเขาได้นานตราบเท่าที่ต้องการทั้งนี้

การออกมาประกาศให้สัมภาษณ์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ของนายกรัฐมนตรีเซนต์ คิทท์ส แอนด์ เนวิส ในครั้งนี้ ทำให้ประเทศแห่งนี้กลายเป็นดินแดนแห่งที่ 2 ในรอบ 5 วันแล้ว ที่ประกาศพร้อมต้อนรับพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรเข้าประเทศ

ที่มา เวบไซต์ innnews
27 สิงหาคม 2551



Thai Prime Minister Samak Sundaravej has accused protesters in Bangkok of trying to foment another coup.

"They want bloodshed in the country," he told journalists.

In a day of stormy protests, supporters of the People's Alliance for Democracy (PAD) invaded government buildings and a state-run television station.

Organisers of the demonstration have ignored a deadline to leave, vowing to keep supporters on the streets until the government falls.

The protesters accuse Mr Samak of running the country on behalf of former Prime Minister Thaksin Shinawatra, who was ousted in a 2006 coup and now in self-imposed exile amid corruption charges.

This is just the latest of a series of shows of force staged by the PAD over recent months.

Buildings invaded

Tuesday's protests started before dawn, as a group of masked PAD supporters stormed the main studios of the government-run National Broadcasting Services of Thailand (NBT).

Outside Bangkok, thousands of protesters blocked key roads into the city.

Meanwhile, as the numbers protesting in Bangkok swelled to about 30,000, participants invaded other sites including parts of at least three government ministries.

They also gained entry to the grounds of Government House - prompting the prime minister to move his weekly cabinet meeting to military headquarters elsewhere in the capital.

Protesters - many clad in yellow as a mark of loyalty to Thailand's revered King Bhumibol Adulyadej - are now said to have concentrated in the grounds of Government House.

"We are now in Government House and won't move until the government resigns," said PAD leader Sondhi Limthongkul.

Thousands of police officers have been deployed around the protests.

'I will stay'

Protesters ignored a police deadline of 1800 local time (1100GMT) to clear the area.
But the government says it will not use violence against them - saying that instead it would seek a court order to arrest PAD leaders.

The police and government say some 85 people have already been arrested. Thai TV has shown knives and a handgun purportedly seized from protesters.

Mr Samak, who was elected last December, accused the protesters of trying to provoke the military to stage a coup.

"I will not resign, I will stay to protect this country," he said.

He said police surround the protesters, allowing people to leave but not allowing people or supplies in.

"I ask all the protesters who have been blockading or occupying government offices that you still have a chance to withdraw and go back to your homes," he said.

Meanwhile, in a TV interview, army chief Anupong Paochinda insisted there would be no coup attempt.

Thailand's stock market fell up to 2.5% amid the instability.

Central role

This is a mass protest movement with a difference, according to the BBC correspondent in Bangkok, Jonathan Head.

Despite the name, the People's Alliance for Democracy is actually campaigning for an end to democracy, our correspondent says.

It wants a largely appointed parliament, and a legalised role for the military as a kind of referee in Thai politics, he adds.

The PAD has already played a central role in Thai politics, beginning three years ago as a movement to bring down Thaksin Shinawatra, then the most powerful elected leader Thailand had ever known.

Its protests set the stage for the coup that ousted him in 2006, and probably helped ensure the legal cases against him went ahead this year, resulting in Mr Thaksin and his wife going back into exile.

Mr Samak is still defiant. His government has a clear majority in parliament, and he insists he retains a democratic mandate from last December's election.

But he seems unable to shake off this determined and apparently well-funded opposition movement, our correspondent adds.

He has also been unable to persuade the security forces to control the protests, raising suspicions that the PAD must have some powerful backers inside the armed forces or among the royalist elite.


Thai protesters 'want new coup'
ที่มา เวบไซต์ BBC
27 สิงหาคม 2551

สุริยะใสทิ้งเพื่อน บอกไม่รู้จัก"ไผ่ครป."ถูกรวบนอนคุกพร้อม82ผู้ก่อการร้ายศรีวิชัย






เพื่อนยะใสไปนอนคุกรอล่วงหน้า-นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ หรือ"ไผ่ครป."(เสื้อขาว)คนสนิทของสุริยะใสที่ถูกรวบพร้อมผู้ก่อการร้ายศรีวิชัยที่บุกยึดNBTเมื่อวานนี้ โดนเพื่อนรักอย่างสุริยะใสปฏิสธว่าไม่รู้จักในยามยาก ถูกส่งไปนอนคุกคลองเปรมเมื่อวานนี้ แต่นิติรัตน์ก็ชั่วไม่แพ้กันพยายามขอประกันตัวเพื่อเอาตัวรอดเพียงลำพัง หวังลอยแพเพื่อนที่เหลือ คาดวันนี้สุริยะใสกับอีก5แกนนำจะตามไปติดๆ




"ณัฐวุฒิ"อัด"สุริยะใส"เป็นลูกผู้ชาย รับคนใกล้ชิดร่วม82คนบุกNBT

เมื่อเวลา 07.30 น.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหนึ่งในผู้จัดรายการ"ความจริงวันนี้" ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรฯ 82 คนที่บุกเข้าไปสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ในช่วงเช้ามืดวานนี้(26 ส.ค.) ว่า นายสุริยะใสต้องแสดงความเป็นลูกผู้ชายมากกว่าที่เป็นอยู่ รายชื่อ 82 คนที่ถูกจับกุมนั้น หลายคนเป็นคนใกล้ชิดของนายสุริยะใส

นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดาถามว่าต้องตรวจสอบดูรายชื่อก่อนหรือไม่ นายณัฐวุฒิตอบว่า"ไม่ต้องตรวจสอบแล้ว จะตรวจสอบทำไม ในเมื่อหลายคนรู้จักและใกล้ชิด และทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกับคุณสุริยะใส กตะศิลา มาโดยตลอด หลายรายชื่อผมเห็นอยู่ ผมก็รู้จัก เพราะฉะนั้นคุณสุริยะใสจะแสดงตัวเองเป็นผู้นำประชาชน ไปเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองได้อย่างไร ในเมืองคนใกล้ชิดกับตัวเองถูกจับกุม โดยปฏิบัติงานที่เกี่ยวเนื่องกับการเคลื่อนไหวของคุณสุริยะใสแท้ๆ ยังไม่แสดงอาการยอมรับเลย" รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอถามว่าถ้ากลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาลไปปฏิบัติตัวผิดกฎหมาย และถูกตำรวจจับอีก นายสุริยะใสจะปฏิเสธว่าไม่รู้จักกับคนเหล่านี้อีกหรือไม่

ส่ง 82ผู้ก่อการร้ายศรีวิชัยยัดคุกคลองเปรม มีชื่อคนสนิทสุริยะใสด้วย

วานนี้ (26 ส.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 17.45 น.พ.ต.ต.อธิคม อภิชยกูลกิจ พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร พร้อมกำลังควบคุมตัวผู้ต้องหา นำโดย นายธเนศ คำชุม อายุ 43 ปี นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทใกล้ชิดนายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำพันธมิตร กับพวกรวม 82 คน เป็นชาย 78 คน หญิง 4 คน กลุ่มนักรบศรีวิชัย

ผู้ต้องหาในความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างอื่นอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นโดยมีอาวุธ กับข้อหาอื่นรวม 6 ข้อหา พร้อมของกลาง อาทิ อาวุธปืนพก 3 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน มีดดาบและมีดปลายแหลม วิทยุสื่อสาร หนังสติ๊กพร้อมกระสุนลูกหิน และของกลางอื่นๆ 25 รายการ กรณีร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินภายในอาคารสำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เมื่อเวลา 05.30 น.ของวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา และบังคับเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงานให้หยุดทำงาน หยุดการออกอากาศ และให้ออกไปจากสำนักงานจนเจ้าหน้าที่ต้องกระทำตามด้วยความกลัว

พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและควบคุมตัวผู้ต้องหามาจะครอบ 48 ชั่วโมง ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ แต่การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รวมทั้งผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติผู้ต้องหาจึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้มีกำหนด 12 วันจนถึงวันที่ 6 ก.ย.

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนยังขอคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี

ต่อมาทนายความจากสภาทนายความฯได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพยเป็นเงินสด คนละ 2 แสนบาท ขอประกันตัว นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ แกนนำสมัชชาคนจน กับ นายนัสเซอร์ ยีหมะ ผู้ต้องหา 13 และ 14 ซึ่งศาลอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้อง ส่วนผู้ต้องหารายอื่น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมไปไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป

สำหรับผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชน 3 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวไปดำเนินคดีที่สถานแรกรับเด็กและเยาวชนบ้านเมตตา

ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่ากรณีนายนิติรัตน์นั้น เป็นรองเลขาธิการครป. หรือลูกน้องนายสุริยะใส ที่เคยร่วมมือกับสุริยะใสไปของบประมาณจากรัฐบาลเผด็จการขิงแก่16ล้านบาท อ้างว่านำไปรณรงค์ประชาธิปไตย มักแสดงตนว่าเป็นนักต่อสู้ แต่ตอนถูกจับคราวนี้กลับดิ้นรนขอประกันตัวเองเอาตัวรอด ขณะที่รายอื่นที่ถูกจับพร้อมกันกว่าอีก80คนอาจถูกลอยแพนอนคุกยาวผลัดแรก12วัน

"ณัฐวุฒิ"ซัดพันธมิตรฯก่อกบฎหลังยึดทำเนียบฯ

เมื่อเวลา 07.30 น.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำนายกรัฐมนตรี และหนึ่งในผู้จัดรายการ"ความจริงวันนี้" ให้สัมภาษณ์ถึงการบุกยึดทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ว่า ยืนยันว่า ทำเนียบฯ ไม่ใช่สถานที่คนจะเข้ายึดชุมนุมได้ ซึ่งการบุกรุกเข้าไปดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมาย ตำรวจจึงจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบหมายพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยดูแล อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว คิดว่าสถานการณ์ดังกล่าวรุนแรงเกินกว่าจะใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่นายสมัครอยากเห็นความสงบ จึงไม่ใช้แต่มอบหมายให้ พล.ต.อ.โกวิท ดูแลแทน

การที่แกนนำพาผู้ชุมนุมเข้ายึดสถานที่ราชการ เป็นเรื่องไม่มีรัฐบาลประเทศใดรับได้ รัฐบาลจึงต้องใช้กฎหมายดำเนินการ เพื่อต้องปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของบ้านเมืองกลับคืนมาให้ได้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้เจรจากับแกนนำพันธมิตรฯ ตลอด 90 วันแต่ก็ไม่ได้ความร่วมือแต่อย่างใด หากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องลาออก ต้องเป็นไปตามกลไลของรัฐสภา แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำซึ่งหมายถึงการก่อกบฎในราชอาณาจักร ถือว่าเคลื่อนไหวลบล้างอำนาจ เพื่อเอาอำนาจนั้นไปบริหารเอง เห็นได้ชัดเจนจากกรณีบุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ปราศรัยบนเวทีเรียกหานายปราโมช รัฐวินิจ อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เพื่อให้มาเชื่อมสัญญาณเอเอสทีวีเข้ากับเอ็นบีที

นายณัฐวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่รายการความจริงวันนี้ ได้กล่าวถึงกลุ่มพันธมิตรฯอย่างจริงจังเพียง 3 ครั้ง แต่ทั้งหมดก็พูดบนพื้นฐานความเป็นจริง ดังนั้นสิ่งที่พันธมิตรฯ กล่าวอ้างเพื่อบุกเข้าสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีนั้น ไม่เป็นข้อเท็จจริงและไม่มีความสง่างาม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 สิงหาคม 2551

ส่ง82ผู้ก่อการร้ายศรีวิชัยยึดNBTนอนคุกคลองเปรม คัดค้านประกันตัว "นิติรัตน์"ลูกน้องยะใส






















ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย-ผู้ก่อการร้ายศรีวิชัย82รายถูกตำรวจส่งไปฝากขังคุกคลองเปรม12วัน ห้ามประกันตัว หลังก่อเหตุอุกอาจยึดNBT ขณะที่นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์(เสื้อขาวกำลังก้าวลงจากรถคุกภาพบน)คนสนิทของสุริยะใสคิดเอาตัวรอดทิ้งเพื่อน ให้สภาทนายมาประกันตัวเป็นกรณีพิเศษ



ตำรวจสุทธิสาร ควบคุมตัว 82 นักรบศรีวิชัย ฝากขังศาล อ้างก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง พร้อมคัดค้านประกันส่งตัวเข้าเรือนจำ

วันนี้ (26 ส.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 17.45 น.พ.ต.ต.อธิคม อภิชยกูลกิจ พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร พร้อมกำลังควบคุมตัวผู้ต้องหา นำโดย นายธเนศ คำชุม อายุ 43 ปี กับพวกรวม 82 คน เป็นชาย 78 คน หญิง 4 คน กลุ่มนักรบศรีวิชัย

ผู้ต้องหาในความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างอื่นอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นโดยมีอาวุธ กับข้อหาอื่นรวม 6 ข้อหา พร้อมของกลาง อาทิ อาวุธปืนพก 3 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน มีดดาบและมีดปลายแหลม วิทยุสื่อสาร หนังสติ๊กพร้อมกระสุนลูกหิน และของกลางอื่นๆ 25 รายการ กรณีร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินภายในอาคารสำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เมื่อเวลา 05.30 น.ของวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา และบังคับเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงานให้หยุดทำงาน หยุดการออกอากาศ และให้ออกไปจากสำนักงานจนเจ้าหน้าที่ต้องกระทำตามด้วยความกลัว

พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและควบคุมตัวผู้ต้องหามาจะครอบ 48 ชั่วโมง ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ แต่การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รวมทั้งผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติผู้ต้องหาจึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้มีกำหนด 12 วันจนถึงวันที่ 6 ก.ย.

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนยังขอคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี

ต่อมาทนายความจากสภาทนายความฯได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพยเป็นเงินสด คนละ 2 แสนบาท ขอประกันตัว นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ แกนนำสมัชชาคนจน กับ นายนัสเซอร์ ยีหมะ ผู้ต้องหา 13 และ 14 ซึ่งศาลอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้อง ส่วนผู้ต้องหารายอื่น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมไปไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป

สำหรับผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชน 3 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวไปดำเนินคดีที่สถานแรกรับเด็กและเยาวชนบ้านเมตตา

ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่ากรณีนายนิติรัตน์นั้น เป็นรองเลขาธิการครป. หรือลูกน้องนายสุริยะใส ที่เคยไปของบประมาณจากรัฐบาลเผด็จการขิงแก่16ล้านบาท อ้างว่านำไปรณรงค์ประชาธิปไตย มักแสดงตนว่าเป็นนักต่อสู้ แต่ตอนถูกจับคราวนี้กลับดิ้นรนขอประกันตัวเองเอาตัวรอด ขณะที่รายอื่นที่ถูกจับพร้อมกันกว่าอีก80คนอาจถูกลอยแพนอนคุกยาวผลัดแรก12วัน



โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์
ที่มา เวบผู้จัดการ
26 สิงหาคม 2551




หรือภาพประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย?-ในเหตุการณ์พฤษภาฯ2535 พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนสนิทพลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้เปิดเผยในภายหลังว่าเขาได้เป็นตัวการในการทำระเบิดขวดเผาสน.นางเลิ้ง ซึ่งทำให้รัฐบาลขณะนั้นจับกุมพลตรีจำลอง และพัลลภกับจำลองก็พูดกันตอนนั้นว่า"เมื่อจำลองถูกจับ ฝ่ายเราก็ชนะ!"

นายกฯสมัครแถลงมอบดาบโกวิทจัดการม็อบ สนธิลิ้มเหิมท้าทายใวครจะกล้าปราบก็ให้รู้ไป รองโฆษกรัฐบาลแฉมีข่าวทางลับนายพลเอก"พ.พาน"ที่เคยจุดชนวนปาระเบิดขวด จนเกิดนองเลือดยุคพฤษภาทมิฬ มีแผนอุบาทว์สร้างสถานการณ์น้ำผึ้งหยดเดียวให้บานปลายนองเลือด เอาชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ปูทางโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ส่วนอีกคนเคยมีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ คาดคือปีศาจคาบไปป์


นายกฯกร้าวจะให้ตำรวจดำเนินการถึงที่สุดพร้อมตั้ง'โกวิท วัฒนะ'มีอำนาจสั่งการ ยันจะให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ในช่วงเวลา15.20 น.นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงว่า ได้แต่งตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้มีอำนาจสั่งการให้สถานการณ์การชุมนุมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยสามารถสั่งการตำรวจทั้งหมดและหน่วยงานมหาดไทยที่รับผิดชอบสามารถดำเนินการทุกอย่างให้สถานการณ์กลับสู่ปกติ ซึ่งในการชุมนุมหากใครฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่
ตำรวจจะปฎิบัติหน้าที่ให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการอีกหลายขั้นตอนที่จะใช้เครื่องมือยุติการชุมนุม แต่ขณะนี้ยังไม่อยากทำให้บรรยากาศเลวร้ายลงไป อย่างไรก็ตามยังขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยและความสงบสุขของบ้านเมือง

'สนธิ' ยึดทำเนียบฯประกาศชัยชนะ ลั่น 'ใครจะปราบก็ให้รู้ไป'

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เวลา 15.20 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลโดยได้ประกาศว่า วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ประชาชนได้เข้ามายังบริเวณตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลและจะไม่ยอมเคลื่อนย้ายออกจากทำเนียบรัฐบาลหากไม่ได้รับชัยชนะ รัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาล รวมทั้งในวันนี้ประชาชนจะหลั่งไหลเข้ามารวมกันเป็นกำแพง ใครจะปราบก็ให้รู้ไป

อย่างไรก็ดีกลุ่มพันธมิตรฯได้ให้คำมั่นสัญญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยจะไม่ทำลายสิ่งของและเข้าไปในบริเวณสถานที่ราชการ

รองโฆษกรัฐบาลแฉพลเอก"พ.พาน"เตรียมสร้างสถานการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว
นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ รองโฆษกรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ทางNBTกับจิรายุ ห่วงทรัพย์ กับ ตวงพร อัศววิไลว่า ได้ทราบข่าวในทางลับว่านายพลเอกคนหนึ่ง ที่เคยมีบทบาทสายเหยี่ยวในการก่อเหตุจุดระเบิดขวดเผาสน.นางเลิ้งจนนำไปสู่เหตุการณ์นยองเลือดพฤษภาทมิฬ ได้เตรียมการก่อเหตุ"น้ำผึ้งหยดเดียว"แล้วโยนความผิดให้รัฐบาล เพื่อเปิดทางนำไปสู่การรัฐประหาร หรือการล้มล้างรัฐบาลด้วย และนอกจากนี้ยังมีอดีตนายทหารอีกคนที่เคยมีบทบาทในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวคาดว่านายพลเอกพ.อาจหมายถึงพลเอกพัลลภ ส่วนคนที่เคยมีบทบาทจัดทำร่างรัฐธรรมนูญน่าจะหมายถึงปีศาจคาบไปป์ คือประสงค์

ขณะเดียวกัน ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนกระทู้ลงในเวบบอร์ดประชาไทในหัวข้อเรื่อง"เป้าหมาย: ยึดทำเนียบ, บีบให้รัฐบาลปราบ, สร้างสถานการณ์ให้รัฐประหาร" ว่า เมื่อเช้า คนทำงานฟ้าเดียวกันบางคนโทรมาคุยแลกเปลี่ยนกับผม เขาแสดงว่าความเห็นว่า การเข้ายึด NBT แสดงให้เห็นว่า พธม."แพ้แล้ว" คือ "หมดมุข" ต้องใช้มาตรการที่อับจบหนทางขนาดนั้น

ผมเห็นด้วยในแง่ที่วา พธม.นั้น desparate ต้องพยายามผลักให้มีการยึดอำนาจให้ได้ แต่ผมเสนอเขาว่า ผมเชื่อว่า พธม.มี "เป้า" มากกว่า NBT

ผมเสนอว่า ผมคิดว่า พธม.คงจะเข้ายึดทำเนียบ คือเข้าไปในบริเวณทำเนียบเลย (คราวก่อนเพียงแค่"ล้อม")และเมื่อถึงตอนนั้น รัฐบาล จะยัง "นิ่ง" อยู่ได้หรือไม่ ผมไม่แน่ใจ

ถ้ารัฐบาลพยายาม "ยึดคืน" โอกาส ปะทะ, เลือดตกยางออก เป็นไปได้สูง ขณะเขียนอยู่นี้ พธม.กำลังเคลื่อนตัวเข้าทำเนียบจริงๆ(หมายเหตุ พันธมิตรบุกเข้าไปในทำเนียบได้ในเวลา14.15น.-ไทยอีนิวส์)

......

ผมคิดว่า "ยุทธศาสตร์" วันนี้ของ พธม. คือ สร้างสถานการณ์ให้ "เกิดเรื่อง" ให้ได้ ในรูปใดรูปหนึ่ง เช่น ปะทะ กับ จนท.

กรณียึด NBT เมื่อเช้า โดยมีปืน และอาวุธเข้าไปด้วย (ผมเชื่อ ผู้เห็นเหตุการณ์ที่เป็นนักข่าวหลายคนที่ยืนยันว่า มีการพกอาวุธเข้าไปจริงๆ เรื่องที่ พธม.มาแก้เกี้ยวว่า ตร.สร้างเรื่องนั้นผมว่าไม่น่าเชื่อ)เป็นตัวอย่างหนึ่ง คือ แสดงว่า พวกเขา "พร้อม" จะให้ "เกิดเรื่อง"

แต่ลำพัง NBT และ กระทรวง ต่างๆ ยังไม่สามารถทำให้เกิดเรื่องได้ ถ้าฝ่าย จนท.ไม่หลงกล แต่กรณีทำเนียบนี่ อาจจะอีกเรื่องหนึ่ง

ถ้าเกิดเรื่องแล้ว จะยังไง?
ผมคิดว่า พธม. พยายามสร้างสถานการณ์ ทำให้ "บางกลุ่มนอกรัฐธรรมนูญ" ทั้ง ส่วนที่ "มีเครื่องแบบ" และ "ไม่มีเครื่องแบบ" คงพอคิดออกว่า ผมหมายถึง 2 กลุ่มไหน) รู้สึกว่า "ปล่อยไปไม่ได้" และหาทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางใดทางหนึ่ง เช่น ตั้ง "รัฐบาลรักษาการณ์ชั่วคราว" ฯลฯ
.............



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 สิงหาคม 2551