



เรื่องจากปก
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ 4 ฉบับที่ 168 ประจำวัน ศุกร์ที่ 15 สิงหาคม 2008
ปล้น7.6หมื่นล้าน(คอมมิชชั่น 25%)
การตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัวไปพำนักอยู่ที่อังกฤษแทนการต่อสู้คดีต่างๆที่ถูกกล่าวหา เรื่องของกระบวนการยุติธรรมจะออกมาอย่างไร จะมีการเพิกถอนหนังสือเดินทางพิเศษหรือพาสปอร์ตแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือจะมีการดำเนินการระหว่างประเทศเพื่อส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวกลับในความผิดใดๆก็ตาม คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ที่เป็นข่าวใหญ่โตอีกครั้งคือทรัพย์สิน 76,000 ล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวที่อายัดไว้และให้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของแผ่นดิน
ที่น่าสนใจกลับเป็นประเด็นค่าคอมมิชชั่นหรือเงินสินบนร้อยละ 25 ของทรัพย์สินที่ยึดมาได้นั้นใครจะเป็นผู้ได้รับ เพราะเป็นเงินจำนวนมหาศาลประมาณ 19,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการออกระเบียบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เมื่อเดือนธันวาคม 2549 แม้ในระเบียบจะระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือ คตส. ไม่มีสิทธิได้สินบนดังกล่าวก็ตาม แต่ในระเบียบก็ให้ปิดผู้ที่ชี้ช่องหรือให้ข้อมูลกับ คตส. เป็นความลับ จึงเป็นที่มาของคำถามต่อมาในเรื่องของ “นอมินี” ที่จะรับเงินสินบนจำนวนมหาศาลนี้
ทั้งนี้ ระเบียบดังกล่าวกำหนดไว้ในข้อที่ 7 ระบุว่า “ให้ผู้แจ้งเบาะแสที่นำไปสู่การตรวจสอบการไต่สวนคดีกระทั่งคดีไปสู่ศาล จนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ได้รับเงินสินบนเป็นจำนวนเท่ากับร้อยละ 25 ของมูลค่าทรัพย์สินที่แจ้งเบาะแส มูลค่าทรัพย์สินให้พิจารณาตามราคาทรัพย์สิน ณ วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเป็นที่ยุติ ในกรณีที่เป็นทรัพย์สินที่จะมีการขายทอดตลาดให้ถือตามราคาที่ได้รับจากการขายทอดตลาด โดยหักค่าภาระติดพันและตกเป็นรายได้ของแผ่นดินแล้ว”
“แก้วสรร” ยกระเบียบโต้ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีต คตส. ได้ออกมาโต้ข่าวที่เกิดขึ้น โดยตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ให้ข่าวอาจอ่านระเบียบ คตส. ไม่ดีพอ เพราะในระเบียบกำหนดชัดเจนว่าบุคคลที่จะได้รับประโยชน์จากการตรวจสอบคดีต่างๆต้องเป็นบุคคลภายนอกที่แจ้งข้อมูลมากับ คตส. จนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบได้เท่านั้น
ส่วนกรณีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ้นที่ถูกนำไปซุกไว้ในชื่อของบุคคลหรือบริษัทเอกชน เป็นข้อมูลที่ คตส. ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ และจากเอกสารของนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ส่วนกรณีการติดตามเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปจำนวน 76,000 ล้านบาทนั้น ข้อมูลก็มาจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด
แต่วันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าหากยึดทรัพย์ของครอบครัวชินวัตรแล้วจะมีสินบนที่ต้องจ่ายให้กับผู้ชี้เบาะแสหรือไม่ และจำนวนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในแง่ของความโปร่งใสและยุติธรรมแล้ว หากเป็นการรวมหัวกันอย่างที่เป็นข่าวก็ไม่ต่างอะไรกับการปล้นทรัพย์สินครอบครัวชินวัตรอย่างถูกกฎหมายนั่นเอง และไม่สามารถเอาผิดกับใครได้เมื่อ “อ้อยเข้าปากช้าง” แล้ว
คตส. กับ “สินบน-นอมินี” ย้อนไปถึงที่มาของระเบียบการให้สินบนของ คตส. เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549 นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. ในขณะนั้น แถลงว่า คตส. ได้ออกระเบียบว่าด้วยการให้สินบนกับผู้ที่ชี้ช่องหรือให้ข้อมูลกับ คตส. จนกระทั่งสามารถดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินจนตกเป็นของรัฐได้ โดยจะได้รับสินบน 25% ของราคาทรัพย์สินที่ตกเป็นของรัฐ ซึ่งเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำ และเป็นระเบียบที่ร่างตามกฎหมายเดิมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.) แต่ ป.ป.ช. ยังไม่ได้ร่างรายละเอียดขึ้นมา คตส. จึงสร้างระเบียบขึ้น โดยผู้ที่ได้รับสินบนดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะผู้ที่ชี้ช่องหรือให้ข้อมูลกับรัฐเท่านั้น ในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐหรือ คตส. จะไม่มีสิทธิได้สินบนดังกล่าว ซึ่งต่างจากระเบียบของศุลกากรที่กำหนดให้ผู้ชี้ช่องได้สินบน และเจ้าหน้าที่ก็มีสิทธิได้รางวัลด้วย ประมาณ 30%+25% รวมเป็น 55%
ทั้งนี้ ผู้ที่มีข้อมูลสามารถจะให้เก็บเป็นความลับหรือเปิดเผยได้ และหากมีหลักฐานก็สามารถนำมาส่งมอบได้ด้วย โดยนายสักชี้แจงว่า ตามระเบียบดังกล่าว ผู้ครอบครองแทนหรือนอมินีทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด ร่ำรวยผิดปรกติ หรือทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นผิดปรกติที่ได้นำมาฝากไว้ สามารถนำมาแจ้ง คตส. ได้ และถ้าดำเนินการจนกระทั่งทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ผู้แจ้งซึ่งเป็นนอมินีก็จะได้รับสินบนดังกล่าวเช่นกัน
แผนบันได 4 ขั้น คมช. “การยึดทรัพย์เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ที่เพิ่งมาพูดเพราะเมื่อก่อนเป็นสมาชิกและกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งแนวทางของหัวหน้าพรรคใหม่ต้องการรักษาระยะห่างระหว่างทักษิณกับไทยรักไทย เพราะเกรงจะถูกมองว่าเป็นนอมินี แต่วันนี้พูดได้เพราะพรรคถูกยุบแล้ว ผมเชื่อว่าการที่ คตส. กล้าอายัดทรัพย์เป็นแผนบันได 4 ขั้นของประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)”
นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย ที่เคยพูดไว้ชัดเจนก่อนหน้านี้ว่ารับไม่ได้กับคำสั่ง คตส. ที่ให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ทั้งที่ทรัพย์ได้มาโดยสุจริตและขายทรัพย์สินโดยเปิดเผย ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่าระเบียบการจ่ายเงินให้กับผู้แจ้งเบาะแสอายัดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจมีการสร้างนอมินีที่เกี่ยวข้องกับ คตส. มาเป็นผู้ชี้มูลได้ จึงขอให้ คตส. เปิดเผยว่ามีคนชี้มูลแล้วกี่ราย พร้อมกันนี้ยังเตรียมพิจารณายื่นฟ้องเพิกถอนระเบียบว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของ คตส. พ.ศ. 2549 ที่เปิดช่องให้ผู้แจ้งเบาะแสได้รับเงินถึงร้อยละ 25 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดภายใน 30 วัน เพราะเป็นการกระทำที่ไม่สามารถตรวจสอบได้
นายวิชิตชี้ว่า ระเบียบข้อที่ 6 เรื่องสินบนที่แบ่งกลุ่มผู้แจ้งเบาะแสไว้เป็น 2 กลุ่มคือ ผู้ที่แสดงตนโดยเปิดเผย และผู้ที่แจ้งเบาะแสโดยไม่ประสงค์จะเปิดเผยตัว ทั้งสองกรณีมีข้อสังเกตว่าหากแจ้งต่อประธาน คตส. และลงนามรับทราบ ก็ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบอะไรอีก จึงเป็นห่วงว่าอาจจะมีการใช้นอมินีหรือตัวแทนมาแจ้งเบาะแสเพื่อรับเงินสินบนดังกล่าว แต่ไม่ได้กล่าวหาว่านายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. ออกระเบียบดังกล่าวมาเพื่อหาผลประโยชน์ แต่น่าจะทำให้เกิดนอมินีหรือกลุ่มตัวแทนขึ้นมาได้ และความจริง คตส. มีอายุการทำงานเพียง 1 ปี ไม่สมควรออกระเบียบดังกล่าวขึ้นมา ขนาด ป.ป.ช. ซึ่งเกิดมากว่า 10 ปี ยังไม่เคยออกระเบียบในลักษณะนี้ทั้งที่มีอำนาจเต็มที่
“ระเบียบข้อนี้มีอะไรที่น่าติดตามมาก ผมขอเรียกร้องให้ คตส. เปิดเผยข้อมูลว่าขณะนี้มีผู้แจ้งเบาะแสมาแล้วกี่ราย ทั้งที่แสดงตนและไม่แสดงตน เพราะยังมีประเด็นสำคัญที่ว่าทายาทของผู้แจ้งเบาะแสมีสิทธิได้รับเงินสินบนส่วนนี้ได้ ซึ่งการดำเนินการส่วนนี้ทำให้มองได้ว่าเป็นเหตุผลทางการเมือง บวกกับมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง” นายวิชิตกล่าว
“ไอ้โม่ง” จ้องฮุบสินบนจาก คตส. ขณะที่นายประเกียรติ นาสิมมา โฆษกทีมทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งแถลงข่าวร่วมกับนายวิชิต ก็ระบุว่ากรณีที่ คตส. ออกระเบียบให้ผู้แจ้งเบาะแสได้รับเงินสินบน 25% จากทรัพย์สินของผู้ที่ถูกกล่าวหาที่ถูกริบเป็นของแผ่นดินนั้น ขณะนี้ได้ยินมาว่ามีผู้แสดงตัวเป็น “ไอ้โม่ง” มารับสินบนแล้ว โดยผู้มีอำนาจในบ้านเมืองที่มีลูกหลายคนได้บอกกับลูกบางคนที่ยังยากจนอยู่ว่าให้อยู่เงียบๆ นิ่งๆ เดี๋ยวพ่อจะเอาเงินสินบนนี้มาให้เพื่อปลอบใจ ลูกได้ยินแล้วก็ดีใจและฝันว่าในส่วนนี้สามารถเป็นไปได้ แม้ตามระเบียบจะต้องตกเป็นของแผ่นดิน แต่ถ้าได้สินบนนี้มาแล้วหากนายนามลงนามมอบสินบนให้ก็ไม่สามารถเปิดเผยผู้รับสินบน 25% ได้
นายประเกียรติตั้งข้อสังเกตว่า คตส. ที่แต่งตั้งโดยอำนาจของ คปค. นั้นมีความฝังใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังมีหุ้นและทรัพย์สินต้องห้ามในขณะดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ จึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้เป็นคดีซุกหุ้นภาค 3 โดยที่ คตส. ได้ชี้มูลความผิดด้วยการสันนิษฐานว่ามีการซุกหุ้นเกิดขึ้น จึงมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว รวมถึงคนใกล้ชิดถึง 7 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 60,000 ล้านบาท โดยที่ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวไม่ได้กระทำความผิด ไม่ได้ทุจริตหรือประพฤติมิชอบ พร้อมกับถามถึงความชอบธรรมของ คตส. ที่มาจากอำนาจเผด็จการว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน
คตส. โต้ทำตามระเบียบ แม้ปัจจุบัน คตส. จะหมดวาระไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้นายแก้วสรรได้กล่าวเรื่องการแจ้งเบาะแสในคดีต่างๆ ซึ่งจะมีเงินรางวัลให้กับผู้แจ้งเบาะแสที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้วนั้น มีผู้แจ้งเบาะแสข้อมูลทางคดีให้กับ คตส. ตามระเบียบดังกล่าวแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
“เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาลูกเอาเมียปลอมตัวมาแจ้งเบาะแสเพื่อหวังเงินรางวัล และในระเบียบก็ยังไม่มีใครได้เงิน เพราะเราทำอะไรก็ต้องมีหลักฐาน...ขอชมทีมทนาย พ.ต.ท.ทักษิณว่าหัวไวมาก เป็นผมยังนึกไม่ออกว่ามีเรื่องส่วนนี้ด้วย”
นายแก้วสรรชี้แจงว่า การให้เงินรางวัลกับผู้ชี้ช่องการกระทำการทุจริตหรือร่ำรวยผิดปรกติ รูปแบบคัดลอกจากระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีแต่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้นที่ถูกอายัด เพราะถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้อำนาจหน้าที่เพิ่มผลประโยชน์ให้ตัวเองและบริษัท จึงเปรียบเสมือนว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เมื่อทรัพย์สินแปลงสภาพเราก็ไปตามทรัพย์นั้นกลับมา
ขณะที่นายสัก กอแสงเรือง อดีตโฆษก คตส. และอนุกรรมการสอบสวนการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป กล่าวถึงข้อสงสัยของทีมทนาย พ.ต.ท.ทักษิณเรื่องการแจ้งเบาะแสว่า ไม่อยากให้น้ำหนัก อยากพูดอะไรก็พูดไป ไม่สนใจ เพราะทุกอย่างไม่มีมูลความจริง คตส. ทำตามระเบียบที่ประกาศไว้ เมื่อในส่วนของการแจ้งเบาะแสทางผู้แจ้งประสงค์ไม่ให้เปิดเผยชื่อและรายละเอียด คตส. ก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะจะผิดกฎหมาย แต่ทุกเรื่องที่แจ้งมาก็ทำไปตามขั้นตอน
ต่างประเทศไม่ยอมรับแน่ แม้แต่นักวิชาการอย่าง รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็กล่าวกับ “โลกวันนี้” ว่าหากเป็นไปตามข่าว การให้รางวัลแก่ผู้ที่แจ้งเบาะแสจากคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ 25% หรือประมาณ 19,000 ล้านบาทนั้นเห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะเป็นระเบียบอะไรก็ไม่ทราบ โดยเฉพาะออกโดยประกาศของ คตส. ถ้าทำอย่างนี้กับ พ.ต.ท.ทักษิณมากๆจะมีปัญหาต่อการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งต่างประเทศอาจมองว่าเป็นเรื่องทางการเมือง และอาจสงสัยว่าตั้งระเบียบการให้รางวัลผู้ที่แจ้งเบาะแสถึง 25% ได้อย่างไร ที่สำคัญอาจมีข้อสงสัยว่ามีการชี้มูลกันเองหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ พ.ต.ท.ทักษิณอาจใช้เป็นข้ออ้างที่ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยขาดความน่าเชื่อถือ
“ผมขอย้ำว่าการให้คอมมิชชั่น 25% แก่ผู้ที่แจ้งเบาะแสตามระเบียบของ คตส. เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการออกโดยประกาศของ คตส. ที่อดีตมาจากการรัฐประหาร และจะยิ่งทำให้ศาลอังกฤษมองว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้ง มีแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อต้องการเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะ คตส. เป็นแค่กลุ่มบุคคลเฉพาะกิจ ซึ่งต่างประเทศก็ไม่ให้การยอมรับอยู่แล้ว” รศ.ประสิทธิ์กล่าว
เงินสินบนมีแต่ปัญหา “ผมคิดว่าอะไรที่มันผิดกระบวนการตามปรกติเชื่อว่าจะอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากประชาชนคงไม่ปล่อยให้กระบวนการอย่างนี้สร้างความเสียหายต่อไป เพราะคนจะเสียหายในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่ามีวิธีสารพัดที่จะทำลายกระบวนการที่ผิดเพี้ยนนี้ให้อยู่ได้ไม่นาน สุดท้ายอาจต้องมีการออกกฎหมายมาจัดการกระบวนการที่ไม่ถูกต้องนี้ เพื่อให้กระบวนการทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยที่ถูกต้องตามปรกติ”
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ความเห็นกับ “โลกวันนี้” ถึงกรณีเงินรางวัลของ คตส. ว่าที่ผ่านมาก็มีปัญหาเกี่ยวกับรางวัลที่ออกตามกฎหมายอยู่พอสมควร เพราะในอดีตมีการกำหนดเงินสินบน เงินรางวัลต่างๆ แต่ก็มีการบิดเบือนกันมาก อย่างกฎหมายบางฉบับบอกว่ามีผู้แจ้งความนำจับ เช่น กฎหมายการพนันระบุว่าถ้ามีผู้แจ้งความนำจับและศาลสั่งปรับ ผู้แจ้งความนำจับจะได้เงินรางวัลจากค่าปรับกึ่งหนึ่ง ปรากฏว่ามีการไปจับ แต่มีการอุปโลกน์ผู้แจ้งความนำจับเพื่อเอาเงินค่าปรับเข้ากระเป๋ากันเยอะมาก ทั้งที่เงินค่าปรับตามกฎหมายเพียงไม่กี่ร้อยกี่พันบาท
“แต่เงินสินบนอื่นๆในช่วงที่ผ่านมา ขนาดออกตามกฎหมายก็มีปัญหามาก เกิดเป็นช่องทางให้ใช้ประโยชน์โดยมิชอบเยอะ แต่ครั้งนี้ถ้าเป็นเงินสินบนหรือเงินอะไรพวกนี้ที่ออกโดยระเบียบ โดยองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล และจะยิ่งทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกที่มีความคิดจะได้ประโยชน์เป็นของตัวเอง เช่น ถ้าผมออกระเบียบให้ตัวเอง เปิดช่องให้มีส่วนได้จากการกระทำอะไร เกิดคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมมีส่วนประโยชน์ได้เสียตรงนั้นก็จะเกิดอคติในการทำงานขึ้นมา และบางทีพบพยานหลักฐานที่จริงๆแล้วเขาไม่ผิดอะไร แต่ตัวเองอยากจะมีประโยชน์จากเงินตรงนี้ ก็อาจบิดเบือนกลบเกลื่อนพยานหลักฐาน หรือสร้างพยานหลักฐานมาปรักปรำเขาด้วย เรียกว่ามันบิดเบือนการทำงานอย่างตรงไปตรงมาของคนได้ ยิ่งถ้าเป็นเงินจำนวนมากๆก็ยิ่งมีการบิดเบือนการทำหน้าที่ของกลไกที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาได้” นายพงศ์เทพกล่าว
ยึดทรัพย์อยู่ที่ความเป็นธรรม ส่วนความพยายามที่จะยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นชนวนทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระลอกใหม่ที่รุนแรงหรือไม่นั้น นายพงศ์เทพให้ข้อคิดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่อยู่ที่ว่ามีเหตุผล มีความเป็นธรรมหรือไม่ที่ทำกับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างนั้น
“ยกตัวอย่างง่ายๆถ้าตนมีเงินอยู่ 100 บาท ต่อมาได้เข้ามาทำงานทางการเมือง และทรัพย์สินมีมูลค่ารวม 120 บาท ถ้าจะหาว่าร่ำรวยผิดปรกติอย่างมากที่สุดก็เอาไป 20 บาท แต่นี่จะเอาไปทั้งหมด แล้วของเดิม 100 บาทของใคร อย่างนี้ถือเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วว่า คตส. เป็นกลุ่มบุคคลที่คณะปฏิรูปฯตั้งมาและมีเจตนาอะไร พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ก็บอกแล้วว่าแผนบันได 4 ขั้นคืออะไร”
ส่วนระเบียบของ คตส. ที่อาจเปิดช่องให้เกิดปัญหาในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้นั้น นายพงศ์เทพกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับประเทศอังกฤษจะพิจารณา อยู่ที่รายละเอียด ต้องว่ากันไปเป็นเรื่องๆว่าจะเข้าข้อกฎหมายใด ส่วนคดีในเมืองไทยก็ต้องว่ากันไป ทั้งคดีที่ยังค้างอยู่และคดีที่มีการดำเนินพิจารณาต่อได้ก็ต้องสู้กันไปตามกระบวนการ
“ปล้น” ด้วยคอมมิชชั่น แม้ คตส. จะได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ามีอำนาจตรวจสอบและมีอำนาจฟ้องตามประกาศ คปค. แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คตส. คือองค์กรเฉพาะกิจที่มาจากการแต่งตั้งจากการรัฐประหาร คตส. จึงไม่ถือเป็นกระบวนการยุติธรรมตามปรกติ และเป็นไปไม่ได้ที่จะให้อารยประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยให้การยอมรับ
ระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 1 ปีมีคำถามมากมายถึงการทำงานของ คตส. ว่าเป็นไปด้วยความยุติธรรมและโปร่งใสจริงหรือไม่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า คตส. ตั้งขึ้นมาเพื่อพยายามเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณและพวกให้ได้ คดีต่างๆที่ตั้งแท่นจาก คตส. จึงมีคำถามและข้อสงสัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของอดีต คตส. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าค่อนข้างอคติ แทนที่จะเป็นกลางและทำให้ผู้คนเกิดความเชื่อถืออย่างผู้ทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทั่วไปพึงปฏิบัติ
แม้แต่การสรุปคดีและการพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจการฟ้อง คตส. ก็ยังมีความขัดแย้งกับอัยการสูงสุดจน คตส. ต้องฟ้องเองหลายดคี ซึ่ง คตส. ต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมาด้วย เพราะกฎหมายให้อำนาจอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องคดีเท่านั้น แต่ คตส. อ้างอำนาจจากประกาศ คปค. ที่เป็นอำนาจโดยเผด็จการ เช่นเดียวกับเรื่องเงินสินบนหรือคอมมิชชั่น 25% นั้นจะถือเป็นการปล้นที่ถูกต้องตามกฎหมายได้หรือไม่ ซึ่งมีผู้ตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจว่า
1.คตส. สรุปสำนวนชี้ว่ามีความผิดนั้น มีการระบุชัดเจนหรือไม่ว่าทรัพย์ที่ว่าผิดหรือได้มาจากการทุจริตนั้นมีจำนวนเท่าไร
2.คตส. ชี้ชัดเจนหรือไม่ว่าก่อนที่จะกล่าวหาว่าทุจริตนั้นทรัพย์สินเดิมมีเท่าไร และหลังข้อกล่าวหาว่าทุจริตมีเพิ่มขึ้นเท่าไร
3.คตส. ชี้ให้เห็นชัดเจนหรือไม่ว่าการยึดทรัพย์ของลูกและภรรยาของ พ.ต.ท.ทักษิณและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นเงินจำนวนเท่าไรที่มาจากการทุจริต
4.คตส. ได้ระบุทรัพย์เดิมของบุคคลที่เกี่ยวข้องว่ามีจำนวนเท่าไร เพิ่มขึ้นเท่าไรอย่างชัดเจนหรือไม่
5.คตส. ระบุถึงทรัพย์สินหรือเงินที่ยึดมาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างชัดเจนหรือไม่อย่างไร
6.คตส. มีหลักฐานชี้ชัดหรือไม่ว่าทรัพย์หรือเงินที่ได้จากการขายหุ้นที่เป็นการทุจริตทั้งหมดนั้นมีเท่าไร
7.คตส. มีการระบุชัดเจนหรือไม่ว่ากฎหมายข้อใดที่ให้สามารถยึดทรัพย์ได้
8.คตส. ระบุชัดเจนหรือไม่ว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินที่ได้มาจากการทุจริต
การจะยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวที่มีเงินจำนวนมหาศาลถึง 76,000 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นปริศนาว่าเงินสินบน 25% ที่มากถึง 19,000 ล้านบาทนั้น ใครคือไอ้โม่งที่ปล้นเงินก้อนมหึมานี้
แม้วันนี้ คตส. จะโอนคดีให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อแล้วตาม แต่ทั้ง คตส. และ ป.ป.ช. ก็ถูกตั้งคำถามว่ามีความชอบธรรมตามกระบวนการยุติธรรมปรกติที่ทำเพื่อความถูกต้อง ยุติธรรม และโปร่งใส ตามหลักกฎหมายและทำนองคลองธรรมของบ้านเมืองปรกติหรือไม่ เพราะแม้แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันก็ถูกตั้งคำถามกรณีไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่กลับยืนยันอย่างภาคภูมิใจว่ามีอำนาจเต็มในการทำงาน เพราะได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ และได้รับการรับรองจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเป็นผลพวงจากเผด็จการเช่นกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น