
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ถ้านับย้อนไปเมื่อปี 2544 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีการเมืองไทยเปลี่ยนโฉมหน้าดูทะมัดทะแมงขึ้น จนกระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างกระแสฟีเวอร์ ได้สำเร็จด้วยนโยบายประชานิยม และต่อมาสามารถนำชัยชนะในการเลือกตั้ง ชนิดถล่มทลาย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว
พรรคการเมืองเข้มแข็งรัฐบาลมีเสถียรภาพกว่าทุกยุค
ขณะนั้นพรรคการเมืองแทบจะเลื่อนชั้นขึ้นเป็นสถาบันได้ แนวโน้มการพัฒนาทางการเมืองก้าวหน้าไปเฉกเช่นเดียวกับประเทศ ที่ระบอบประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว พรรคการเมืองมีไม่มากแต่เข้มแข็ง
การพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นไปแบบก้าวกระโดด แทบจะเรียกได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างมาตรฐานของความเป็นผู้นำประเทศไว้สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำที่ผ่านมา
ทุกคนปฏิเสธไม่ได้กับความสามารถของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ระยะนั้นไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะหยิบจับอะไรก็ดูดีไปหมด แต่โลกใบนี้มี 2 ด้านเสมอ มีขาวก็มีดำ มีดีก็มีเลว มีรักก็มีเกลียด มีคนได้ประโยชน์ก็มีคนเสียประโยชน์
ดังนั้น อีกมุมหนึ่งของการเมืองยุคทักษิณถูกยกขึ้นมาจับผิด เกิดข้อเปรียบเทียบจากความเข้มแข็งของพรรคการเมืองเป็นเผด็จการในสภา การพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด กลายเป็นการคอรัปชันเชิงนโยบาย จากนโยบายประชานิยม กลายเป็นการมอมเมาประชาชน
จากคนเก่งเป็นคนโกงในพริบตา
ตั้งแต่นั้นมาก็เกิด ระบอบทักษิณ และกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบทักษิณ ซึ่งเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณเองจนบัดนี้ก็ยังคงคิดไม่ตกว่าระบอบทักษิณเกิดขึ้นได้อย่างไร
เหมือนผีซ้ำด้ำพลอย การชุมนุมประท้วงขับไล่ระบอบทักษิณมาปะทุเมื่อมีการขายหุ้นชินคอร์ป คนเริ่มไม่เห็นด้วยกับระบอบทักษิณมากขึ้น ประกอบกับ การดึงเอาเรื่องการละเมิดสถาบันมาเป็นตัวช่วยเร่ง
รัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจ
แม้เมื่ออิสรภาพระบอบประชาธิปไตยของบ้านเราถูกปลดปล่อย แม้จะผ่านอุปสรรคขวากหนามจนสามารถตั้งรัฐบาลได้อีกครั้ง แต่ก็ใช่ว่าการล้มระบอบทักษิณจะยุติลงตรงข้ามค่อยแทรกซึมและปะทุอีกครั้ง
จนถึงวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องตัดสินใจลี้ภัย
แถลงการณ์ที่ขอคืนความเป็นธรรมมี 3 สิ่งที่ระบุไว้ชัดเจนคือ 1. มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ทุกพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้ 2. ถึงแม้ไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบแต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่คนเลวอย่างที่ถูกกล่าวหาข้อ 3 หากมีวาสนาจะขอกลับมาตายบนผืนแผ่นดินไทยเฉกเช่นคนไทยทุกๆคน
คงไม่ต้องมีคำอธิบาย.
"หมัดเหล็ก"
///////////////////////
คอลัมน์:คาบลูกคาบดอก..จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 13/08/2551
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น