17 สิงหาคม 2551

ศาสตร์แห่งการลี้ภัย




โดย คุณ จักรภพ เพ็ญแข
16 สิงหาคม 2551

ในราชอาณาจักรเยี่ยงนี้ การลี้ภัยเป็นหนทางหนึ่งในการถนอมตัวไว้ สำหรับการเผชิญหน้าที่ยาวไกล

การ “ลี้ภัย” ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว จึงถือเป็นธรรมดาและเป็นธรรมชาติของวงจรนี้ ถ้าวงจรนี้หมดไป และมีวงจรใหม่เข้ามาแทนที่ ก็อาจจะต้องใช้หลักใหม่ที่ไม่ควรมีใครต้องลี้ภัย เพราะผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ตรงกันอีกต่อไป

แต่วันนั้นยังมาไม่ถึง คงคล้ายกับที่คุณทักษิณเขียนจดหมาย “ลา” ไว้ด้วยลายมือในตอนหนึ่งว่า “...วันนี้ยังไม่ใช่วันของผม...” นั่นล่ะครับ

ดีที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น เพราะอย่างน้อยคนไทยจำนวนหนึ่ง ก็เริ่มหูผึ่งกับคำว่า “การลี้ภัย” หรือ “ผู้ลี้ภัย” ทั้งที่เคยเกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน จนคนไทยต้องหลบหนีจากบ้านเกิดเมืองนอนไปหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นท่านปรีดี พนมยงค์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฯลฯ แต่เราก็ไม่ได้สนใจนักกับคำๆ นี้ ทั้งที่มันสะท้อนความจริงอันเจ็บปวด เกี่ยวกับตัวเราได้อย่างสะใจ

คราวนี้จะได้รู้กันเสียทีว่า การลี้ภัยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในยุคต่ำกว่าหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา และเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวด สำหรับคนที่อยากจะตื่นขึ้นจากมนต์สะกดบางอย่าง ลองมาทำความเข้าใจกันเสียหน่อยปะไร

เริ่มจากวิกิพีเดียก็ไม่เลว เพราะเขาไปประมวลความหมายมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้หลายแหล่ง

เขาบอกว่า สิทธิในการลี้ภัย (right of asylum) ถือเป็น “แนวทางโบราณในกระบวนการยุติธรรม ที่ถือว่าบุคคลที่ถูกขู่เข็ญคุกคามจากความคิดเห็นทางการเมือง หรือจากความเชื่อทางศาสนาที่ไม่ตรงกัน ในประเทศของตนเอง สามารถจะได้รับความคุ้มครองจากประเทศอื่น รัฐอื่น และศาสนสถานอื่นได้ แต่อย่าเอาเรื่องการขอลี้ภัยทางการเมือง ไปสับสนกับกฎหมายผู้อพยพในโลกยุคใหม่ ที่ต้องรับมือกับผู้ลี้ภัยเป็นจำนวนมากๆ การลี้ภัยในความหมายนี้เป็นเรื่องของคนแต่ละคน และจะได้รับการพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป แต่ผู้ลี้ภัยสองประเภทนี้ อาจทับซ้อนกันได้ เพราะผู้อพยพจำนวนมากๆ อาจขอลี้ภัยแยกเดี่ยวเป็นบุคคล ด้วยเหตุผลข้างต้นด้วยก็ได้...”

ในแง่ความเป็นมานั้น “สิทธินี้ มีรากเหง้ามาจากธรรมเนียมในโลกตะวันตก ถึงจะโยงกลับไปได้ ถึงอียิปต์โบราณ กรีกโบราณ และอาณาจักรฮิบรูว์ แต่คนอย่างเดสกาส์ ก็ลี้ภัยไปเนเธอร์แลนด์ วอลแตร์ไปอังกฤษ ฮ็อบส์ไปฝรั่งเศส (ติดตามด้วยขุนนางอังกฤษอีกเป็นจำนวนมาก ในระหว่างสงครามกลางเมืองของอังกฤษ) ทุกรัฐให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่ถูกลงทัณฑ์เหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ในศตวรรษที่ 20 เข้ามากระทบสิทธิในการขอลี้ภัยเข้าอย่างจัง ถึงกฎหมายระหว่างประเทศ ยังยอมรับว่า รัฐไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ที่จะส่งตัวผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากร ไปให้กับประเทศที่ร้องขอมา เพราะส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตย คือ ทุกรัฐ มีสิทธิอย่างสมบูรณ์ในการดูแลจัดการกับคนทุกคน ที่อยู่ในดินแดนของตนก็ตาม...”

เอาเฉพาะแค่นี้ เราจะเห็นอะไรสว่างขึ้นมากทีเดียว การอยู่รวมกันเป็นโลกนั้น หมายความว่า ต้องยอมรับกฎเกณฑ์ของโลกด้วย หากแผลงฤทธิ์ขึ้นมา เป็นเยอรมนีภายใต้ฮิตเลอร์ อิตาลีภายใต้มุสโสลินี หรือญี่ปุ่นภายใต้สมเด็จพระจักรพรรดิองค์เก่า ก็จะถูกปราบปรามด้วยกำลัง และผู้ชนะ ก็คือผู้ที่วางกฎเกณฑ์ทุกอย่างว่า อะไรผิดอะไรถูก รวมทั้งเขียนประวัติศาสตร์ให้ตนเป็นฝ่าย “เทพ” ด้วย

หลักการนี้ เขายอมรับว่า การลี้ภัยเป็นวิธีการอยู่ร่วมโลกกันอย่างหนึ่ง ตั้งแต่สมัยโบราณก่อนจะมี “รัฐชาติ” มาโน่นแล้ว ใครคิดจะประดิดประดอยกันในเมืองไทยว่า เรื่องนี้เป็นแนวคิดใหม่ของฝรั่ง พี่ไทยไม่จำเป็นต้องกระทำตามนั้น ก็ขอให้รู้ในบัดนี้ว่า เชยเต็มที

เขาถือว่า คนแต่ละคนมีสิทธิจะเลือกที่อยู่ ที่ตนเห็นว่า จะปลอดภัยและไม่ถูกข่มขู่คุกคามได้เสมอ และรัฐที่เขาเห็นแตกต่างจากรัฐนั้นๆ ก็มีสิทธิดูแลคนที่ “หนี” หรือ “ลี้ภัย” มาด้วย

ต้องเน้นย้ำกันให้มากๆ คือการลี้ภัย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม เราท่องกันว่า กระบวนการยุติธรรมของเรามี 4 ขั้นคือ ตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ และก็จบสิ้นขั้นตอนกันแต่เพียงนั้น ทุกขั้นตอนที่ว่ามานี้ กระทำการในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้นด้วย ภายหลังเมื่อสังคมพัฒนาขึ้น เราก็เริ่มมองละเอียดเข้าไปที่สื่อมวลชนบ้าง ครอบครัวบ้าง การคุมประพฤติ และการฟื้นฟูผู้กระทำผิดต่างๆ บ้าง ในฐานที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็นับว่า ทำให้เกิดเยื่อใยทางสังคม และได้ “ธรรม” มาเป็นข้อ “ยุติ” มากขึ้น แต่การลี้ภัย ทำให้เราต้องมองกระบวนการยุติธรรมให้กว้างออกไปอีก

นั่นคือ เมื่อเขาผ่านขั้นตอนนั้นแล้วพบว่า สิ่งที่มีอยู่ ให้ความยุติธรรมกับเขาไม่ได้ คนในประเทศเป็นจำนวนมาก ก็เห็นเช่นกันว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาย่อมมีสิทธิที่จะเดินออกไปจากขั้นตอนของการราชทัณฑ์ ซึ่งเท่ากับเดินออกนอกเขตแห่งอำนาจรัฐนั้นๆ ได้

นี่คือปรัชญาใหญ่ ที่นักประชาธิปไตยผู้รักความยุติธรรมควรเข้าใจ ไม่ต้องเดือดร้อนวุ่นวายใจ เมื่อถูกตราหน้าว่า “หนี” และไม่ต้องตกใจ เมื่อถูกผู้มีอำนาจเดิม ตามมาราวีด้วยการทำให้กลายเป็นผู้ร้ายที่กำลังหลบหนี (fugitive) เพราะเป็นสิทธิแท้ๆ อย่างหนึ่งของมนุษย์ ผู้มิใช่พรหม

คุณทักษิณเอง ก็พูดชัดในจดหมายว่า ไม่เคยคิดที่จะเลี่ยงการขึ้นศาล และกลับมาเมืองไทย ก็เพื่อจะขึ้นศาล เพื่อจะสู้คดีตามกฎหมายระบิลเมือง แต่แล้วเมื่อพบว่า กระบวนการต่างๆ มิได้เป็นไปตามที่คาดหมาย และมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับความยุติธรรม คุณทักษิณก็เลือกที่จะเดินออกจากกระบวนการยุติธรรมของไทย ก็เท่านั้น

เรื่องแบบนี้ ถ้าไปเอาตำนานเก่าๆ ของนักโทษ ที่ชอบพูดจนติดปากว่า “เขาหาว่า” มาเสียดสีว่า คนผิดย่อมจะไม่อยากยอมรับผิด ก็คงจะตลก เพราะกรณีของคุณทักษิณ มีคนไทยเป็นสิบๆ ล้านจับตาดูอยู่ทั่วประเทศ ถึงจะไม่เข้าใจในเล่ห์กลอันสลับซับซ้อนทั้งหมด แต่ก็พอจะสรุปกับตัวเองได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันขาดความเป็นธรรมอยู่มาก

จะมีโกรธหรือน้อยใจอยู่บ้าง ก็คือ คุณทักษิณหลงเชื่อเขามานานเกินควร

เอาเป็นว่า การลี้ภัยทางการเมืองของคุณทักษิณและครอบครัวเที่ยวนี้ ไม่ต่างอะไรจากเหตุการณ์หลังการรัฐประหาร พ.ศ.2490 ที่จะเอาชีวิตท่านปรีดีให้ได้ หรือไม่ต่างอะไรกับการยุให้จอมพลสฤษดิ์ ยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนเจ้าตัวต้องเตลิดไปเขมร และไปตายที่ญี่ปุ่น

แต่ส่วนที่เพิ่มมาอย่างมาก คือสายตาของคนทั้งหลาย ที่เขาเฝ้ามองอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านความอัศจรรย์ของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เรื่องนี้ จะมีฉากจบที่ไม่เหมือนความอาดูรของท่านปรีดี หรือจอมพล ป.

ภาพยนตร์เพิ่งฉายได้แค่ค่อนเรื่องเท่านั้นเองครับ ต้องกลั้นดูไปจนจบ แล้วจะได้รู้เองว่า ท้ายที่สุด ใครจะไม่มีแผ่นดินอยู่อย่างถาวร

ไม่มีความคิดเห็น: