
ทั่วโลกจับตา ..กระบวนการยึดอำนาจ โดยใช้ตุลาการภิวัตน์ แทนก่อรัฐประหาร
โดย คุณ กาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
13 สิงหาคม 2551
สังเกตอากัปกิริยาของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะข้อเสนอ เชื่อมวันแม่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ กับวันพ่อ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ เข้าด้วยกัน ด้วยกิจกรรมอันหลากหลาย ก็พอจะระลึกรู้ได้ว่า ตุลาการภิวัตน์ได้ทำหน้าที่อย่างไร ส่งผลทางอ้อมให้อดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง ต้องตัดสินใจทบทวนอะไรหลายอย่าง ก่อนจะเดินหมากตาต่อไป และทำให้การโยกย้ายในกองทัพ ลงตัวได้ง่ายกว่าเดิม เพราะการเคลื่อนกำลัง กลายเป็นเรื่องรองไปเสียแล้วประชาชนก็สับสนอลหม่าน อ่านไม่ออกว่า เขาเล่นเกมอะไรกันอยู่ความจริงก็เรียบง่ายเป็นที่สุด การยึดอำนาจด้วยกำลังหลักจากกองทัพภาคใดภาค ๑ หรือการใช้กำลังทหารอากาศเข้าจับกุมตัวบุคคล ยังทำได้เสมอ แต่ประเด็น คือ ทำแล้ว คนสั่งการอาจจะอยู่ไม่ได้ หรืออย่างน้อย ก็ครองอำนาจยากขึ้นการใช้กลไกกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะแนบเนียน และมีภาพลักษณ์ว่า เป็นอารยะการวิเคราะห์ว่า คำวินิจฉัยใด หรือ คำพิพากษาใด ตั้งอยู่บนหลักความยุติธรรมแท้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการเป็นอย่างสูง และมักซับซ้อนเกินกว่าความเข้าใจของชาวบ้าน จึงแตกต่างจากการก่อรัฐประหาร ที่คนทั่วเมืองรู้ว่า เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย และพร้อมจะออกมาสู้เพื่อโค่นเผด็จการลงแต่เผด็จการที่ใช้อำนาจกระบวนการยุติธรรมนั้น หาต้นเหตุไม่พบ จะไปโค่นล้มเขาตรงไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขาไปวางแผนต้มยำทำแกงกันที่ไหน อย่างไร และโดยใครรู้แต่ว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้น สวนทางกับมโนธรรมทั่วไปของคนในประเทศนี้ แล้วก็เศร้าใจกันไปอย่างไรก็ตาม เริ่มมีนักวิชาการและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นจำนวนไม่น้อย ที่เริ่มใส่ใจกับเรื่องนี้ เพราะเขาเกิดปุจฉาขึ้นมาว่า เหตุใด รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งจากประชาชนทั่วประเทศ ต้องอยู่ในสภาพเป็นเบี้ยล่างเขาอย่างนี้ และเมื่อต่อภาพเสร็จ ก็วิสัชนาไปที่ตุลาการภิวัตน์หลายสำนักข่าว และหลายมหาวิทยาลัย กำลังทำงานวิจัยที่เกี่ยวกับระบบยุติธรรมในเมืองไทยกันอย่างจริงจัง ได้ทราบว่า สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่หลายแห่ง เป็นผู้ส่งข้อมูลข่าวสารดีๆ ไปให้กับคนของเขา ในทำนองเปิดประเด็นขึ้นมา บวกกับความผิดเพี้ยนในกรณีปราสาทพระวิหาร ที่ทำให้มิตรประเทศของเรา มองหน้าเราไม่สนิทใจเหมือนเก่า เพราะไม่รู้จะถูกหาเรื่องชกปากกันแบบกัมพูชาขึ้นมาเมื่อไหร่เขากำลังศึกษากันอย่างเข้มข้นว่า กระบวนการยึดอำนาจ และเข้าทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยใช้กระบวนการยุติธรรม เป็นกลไกหลักนั้น เขาทำอย่างไรเมืองไทยกลายเป็นกรณีศึกษาของโลกขึ้นมาแล้ว อย่างไม่น่าเชื่อ ความจริงเราก็เคยเป็นมาแล้วเมื่อ ๖ ปีก่อน แต่ครั้งนั้น เป็นกรณีศึกษาในฐานะที่มีเศรษฐกิจพัฒนาอย่างก้าวกระโดด รัฐบาลหลายประเทศ ยอมรับว่า มาศึกษาและเอาประสบการณ์ของไทยไปใช้บ้านเขาแต่ในคราวนี้ เรากลับกลายเป็นตัวอย่างในอีกสุดโต่งหนึ่ง นั่นคือ ทำอย่างไร จึงจะเขียนด้วยมือ และลบด้วยเท้าได้อย่างเร็วที่สุดถึงอำมาตย์จะไม่ละอาย แต่ชาวบ้านเขาอายเป็นครับ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น