
โดย คุณ ลอย ลมบน
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
15 สิงหาคม 2551
ต้นไม้ที่เป็นพิษ ย่อมให้ผลที่เป็นพิษ” วลีนี้เปรียบได้กับ “ปลูกมะม่วง ย่อมได้ผลมะม่วง” เมื่อรวมกับ “หว่านข้าวเปลือก ย่อมอยากกินข้าวสาร” หรือประโยคที่ว่า “ใครปลูกอะไร ก็หวังที่จะได้ลิ้มรสผลของสิ่งนั้น”
เมื่ออ่านหลายประโยครวมกัน ย่อมเข้าใจความหมายในถ้อยคำที่ปรากฏ ในแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ตัดสินใจไม่กลับประเทศไทย บิน “หนีร้อนไปพึ่งเย็น” อยู่ที่อังกฤษ
สิ่งหนึ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ฝากเอาไว้ให้คนในสังคมไทยได้คิดกัน คือความ 2 มาตรฐานขององค์กรที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสิน ชี้ผิดชี้ถูก
ความ 2 มาตรฐานในบ้านเมืองเรานั้นมีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมี หรือเพิ่งเกิดกับคนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้นบังเอิญว่า ความ 2 มาตรฐานที่ว่านั้น มันไปเกิดกับประชาชนทั่วไป ที่ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้มีบทบาทนำในสังคม เกิดกับตาสีตาสา ยายมียายมา ที่ไม่มีปากมีเสียง จึงไม่มีผู้คนให้ความสนใจ จนปล่อยให้ความ 2 มาตรฐาน เกิดขึ้น และดำรงอยู่เรื่อยมาในสังคมไทย
มีหลายเรื่อง ที่พอจะยกตัวอย่างให้พอทบทวนความจำถึงความ 2 มาตรฐานกันได้ เช่น
การเลือกตั้งที่พรรคฝ่ายค้าน บอยคอตไม่ส่งคนลงเลือกตั้ง คนที่ฉีกบัตรเลือกตั้งใน กทม.ในภาคใต้ ไม่มีความผิด แต่คนที่ฉีกบัตรเลือกตั้งในอีกจุดหนึ่งของประเทศ คือ ภาคเหนือตอนล่าง หรือภาคกลางตอนบน อย่างที่พิษณุโลกกลายเป็นผู้ทำความผิดตามกฎหมาย
หรืออย่างกรณีหัวคะแนนของพรรคพลังประชาชน ถูกจับได้ว่าแจกเงินแจกทอง เพื่อจูงใจให้คนมาเลือกในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาที่นครราชสีมา ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนโดนใบแดง ทั้งที่ว่ากันว่า พยานหลักฐานก็ไม่ได้ชัดเจนสักเท่าไหร่ ในทางตรงกันข้ามหัวคะแนนของผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ถูกจับได้พร้อมโพยและเงินจำนวนมาก แต่ผู้สมัคร ส.ส.คนนั้น เพียงแค่ได้ใบเหลือง ไม่โดนใบแดง
กรณีการสอบเอาผิดเพื่อยุบพรรคในส่วนของพลังประชาชน ชาติไทย มัฌชิมาธิปไตย กระบวนการต่างๆ เดินไปด้วยความรวดเร็ว แต่เรื่องเดียวกัน ที่เกิดกับบุคคลระดับรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาจส่งผลให้ต้องยุบพรรคเหมือนกัน กลับเดินช้ายิ่งกว่าเต่า แถมทำท่าจะกลายเป็นเรื่องที่ถูกลืม หากว่าไม่มีคนคอยตามสอบถามว่า สอบกันไปถึงไหนแล้ว
เลือกตั้งกันตั้งแต่ 23 ธ.ค.2550 นี่เวลาก็ล่วงเข้าเดือน ส.ค.2551 แต่การสอบสวนคดีของรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังคงเป็นไปตามขั้นตอนอย่างช้าๆ ในขณะที่คดีความเกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาฯ คืบหน้าไปไกลกว่ากันมาก เกือบจะส่งให้ศาลพิจารณายุบพรรคกันได้อยู่แล้ว
นี่ยังไม่รวมเรื่องการเรียกร้องให้ตรวจสอบเงินทุนของพีทีวี โดยไม่มีใครสนใจเรียกร้องให้ตรวจสอบเงินทุนของเอเอสทีวี และเงินทุนที่พันธมิตรฯใช้ในการเคลื่อนไหว
ไม่รวมการเรียกร้องให้ยกเลิกรายการ “ความจริงวันนี้” ทางช่องเอ็นบีที ที่ออกอากาศวันละไม่เต็มชั่วโมงดี โดยหาว่าสร้างความแตกแยกในสังคม ขณะที่ไม่มีการเรียกร้องให้เอเอสทีวี ยุติหรือลดเวลา การออกอากาศ ด่าทอฝ่ายตรงข้าม
ไม่รวมข้อสังเกตที่ว่า นายกฯสมัครจัดงาน 116 วัน จากวันแม่ถึงวันพ่อ ว่าดึงสถาบันมาเป็นเกมการเมือง แต่ไม่มีใครต่อว่าพันธมิตรฯ ที่ใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า พวกเขาแอบอิงอยู่กับสถาบันเบื้องสูง ซึ่งก็ทำเพื่อหวังผลทางการเมือง ไม่ต่างกัน
ฝ่ายหนึ่งอิงสถาบันเพื่อให้เกิดความสงบสุข อิงสถาบันเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ แต่อีกฝ่ายหนึ่งอิงสถาบันโดยไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไรกันแน่
แต่คนฝ่ายแรก กลับถูกตั้งข้อสังเกต ถูกต่อว่า ถูกกระแนะกระแหน แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีใครกล้า แม้แต่จะวิจารณ์
นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างพอหอมปากหอมคอของความ 2 มาตรฐาน ซึ่งยังคงมีอีกมาก ที่ขุดเอามาสาธยายกันได้ไม่มีวันหมด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น